ป้ายกำกับ: Movies

The White Tiger หนังอินเดียสายดาร์กตลกร้ายที่ไม่มีฉากเต้น

The White Tiger

The White Tiger เน็ตฟลิกซ์ได้คอนเทนต์เพชรเม็ดงามมาฉายอีกครั้ง กับหนังอินเดียที่ดัดแปลงจากหนังสือขายดีของ อาร์วินด์ อดิกา เรื่อง พยัคฆ์ขาวรำพัน  โดยได้การกำกับและเขียนบทของ รามิน บาห์รานิ เจ้าของผลงานอย่าง Fahrenheit 451 (2018) ที่เคยเข้าชิงรางวัลเอมมี่ไพรม์ไทม์สาขาหนังทีวียอดเยี่ยมมาแล้ว และนี่ก็เป็นการมาร่วมงานกับเน็ตฟลิกซ์โดยมีโพรดิวเซอร์มือรางวัลอย่าง เอวา ดูเวอร์เนย์ ที่เคยกำกับผลงานชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาแล้วกับ Selma (2014) มาช่วยอำนวยการสร้างให้ด้วย แต่เหนือกว่ารายชื่อทีมงานที่น่าสนใจแล้ว ก็คือ หนังเล่าเรื่องสนุกมาก

เรื่องราวของเด็กฉลาดเฉลียว ชนิดที่เรียกว่า 1 ใน 1,000 ซึ่งไม่ต่างจากโอกาสเกิดของเสือขาว เขาเกิดมาในวรรณะต่ำจากย่านชนบทขาดความเจริญ ถูกให้ออกจากโรงเรียนทั้งที่จะได้ทุนไปเรียนต่อเพราะฐานะทางบ้านยากจน มีเจ้าของที่ดินมาเฟียคอยขูดรีดทุกรูปีของคนในหมู่บ้าน แล้วเงินเล็กน้อยที่เหลือรอดมายังบ้านของพลรามก็ยังถูกธรรมเนียมเรื่องย่าเป็นใหญ่คอยขูดรีดจากสมาชิกในบ้านไปอีก เมื่อไม่มีเงิน ย่าก็ขูดรีดโอกาสของพวกลูกหลานในบ้านแทน เฉกเช่นที่พลรามอดเรียนต้องมาใช้แรงงาน และพี่ชายที่เมื่ออายุถึงก็ถูกบังคับแต่งงานเพื่อเอาสินสอดจากบ้านผู้หญิง

การพยายามไต่เต้าเอาชนะโชคชะตาทุกวิถีทางของพลราม (จนบางทีการกระทำเขาก็ดูเทา ๆ) จึงเป็นการต่อสู้กับอุปสรรคของสังคมอินเดีย ทั้งเรื่องวรรณะ ความเชื่อ จารีต และที่สำคัญที่สุดคือความเป็นทาสที่ฝังลึกอยู่ในกมลสันดานของคนจน เช่นเดียวกับที่พลรามเปรียบเปรยว่าหลายครั้งที่คมคาย ทั้งคำพูดที่ว่า อย่าเป็นคนจนในระบบประชาธิปไตย, อินเดียมีแค่ 2 วรรณะคือคนจนกับคนรวย และ คนจนอินเดียเป็นไก่ในกรง ที่ไม่คิดแหกกรงหนี และมีความเป็นทาสที่ยินดีรับใช้นายในทุกโอกาส

The White Tiger

พลรามเหมือนระเบิดแสนซื่อที่ยังไร้ดินปืน จนกระทั่งเขาถูกกระทำระยำตำบอนจากคนที่เขาให้ใจที่สุดทั้งเจ้านายหัวฝรั่งผู้เมตตา และครอบครัวที่ผูกพันทางสายเลือด นั่นทำให้เขาพูดว่า ตนเองตรัสรู้ หรือรู้แจ้งเห็นชัดแล้วว่า คนจนจะเปลี่ยนวรรณะเป็นคนรวยได้ก็มีเพียง 2 เส้นทาง ไม่อาชญากรรม ก็การเมือง ซึ่งเราจะได้เป็นประจักษ์พยานการเติมดินปืนใส่หัวพลราม ที่สุดท้ายจะกลายเป็นเจ้าพ่อซิลิกอนวัลเลย์แห่งอินเดีย ตามที่ตัวตนเขาในอนาคตได้บอกผู้ชมมาตั้งแต่ต้นเรื่อง

อโศก ลูกชายคนเล็กของนายใหญ่ กับพิงกี้ ภรรยาหัวทันสมัย ที่กลับมาจากอเมริกาและไม่เห็นด้วยกับการมองเหยียดวรรณะคน

เอาจริงคือบรรยากาศเนื้อเรื่องและโพรดักชันต่าง ๆ ชวนนึกถึงหนังออสการ์อย่าง Slumdog Millionaire (2008) ของ แดนนี่ บอยล์ อยู่ไม่น้อยเลย และก็พอให้หายลงแดงได้ไม่น้อยเลยทีเดียวด้วย แต่บรรยากาศที่ว่าก็คล้ายสลัมด็อกฯ แค่ครึ่งเรื่องแรก โดยตัดความแฟนซีโรแมนติกออก เหลือเพียงตลกร้ายและการเสียดสีอย่างเมามัน

ก่อนจะกลายเป็นคัมมิงออฟเอจแบบเรียล ๆ ในครึ่งหลัง ที่เราจะเห็นการก่อกำเนิดของเสือขาวที่เหี้ยมโหดพอจะรับมือโลกที่เลวร้ายได้ทัดเทียมกัน ซึ่งแม้ดาราดัง ๆ อย่าง ปริยังกา โจปรา โจนัส ที่ไปโผล่ในหนังฮอลลีวูดหลายเรื่องแล้วจะเล่นในเรื่องนี้ แต่บอกเลยว่าไม่มีใครแจ้งเกิดเกิน อาดาร์ช กอราฟ พระเอกหน้ามนที่น่าจดจำทั้งลูกเซ่อและลูกเจ้าเล่ห์แต่ก็เกลียดไม่ลง นึกไปถึงครั้ง เดฟ พาเทล ที่ทำสำเร็จโกอินเตอร์มาก่อนหน้านี้ด้วยเลย หนังอาจให้ข้อคิดผ่านตัวละครต่าง ๆ ได้อย่างน่าสนใจว่าเราเป็นตัวละครไหนในสังคมนี้อยู่หรือไม่ และหนังก็บันดาลความสะใจในบทสรุปได้อยู่ไม่น้อยทีเดียว

หนังทิ้งประโยคเด็ดที่เราคิดมาตลอดระหว่างชมเมื่อพลรามหันมาถามคนดูว่า แล้วประเทศคุณมันมีอะไรบัดซบแบบนี้บ้างไหม? แทบจะส่ายหัวแบบคนอินเดีย (ที่แปลว่าใช่) ใส่จอทีเดียวเชียว

La La Land : นครดารา

La La Land

La La Land

La La Land เกริ่นก่อนเลยว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังแนวมิวสิเคิล ซึ่งค่อนข้างจะแหวกแนวไปเป็นอย่างมาก หากใครไม่ชอบฟังเพลงหรือเป็นคนที่อ่านซับไทยไม่ทัน อาจจะไม่ชอบก็เป็นได้
แต่เดียวก่อน! ถึงแม้ว่าหนังเรื่องนี้จะดำเนินเรื่องด้วยการร้องเพลง สลับฉากปกติ แต่หนังมีพลังในการสื่อเข้าถึงอารมณ์เป็นอย่างมาก บางฉากไม่มีบทพูดแม้แต่บทเดียว แต่สามารถสื่ออารมณ์ผ่านบทเพลงที่กินใจและเรื่องราวที่กระแทกใจสุด ๆ

เป็นคำถามแรกที่ผุดเข้ามาในหัวผม เมื่อแฟนชวนไปดูหนังแนวมิวสิเคิลเรื่องนี้ จินตนาการแรกของผมคือ มันคงเหมือนการ์ตูนดิสนี่แลนด์ที่เหล่าตัวละคร ร้องเพลง เต้นไปมา บลา ๆ (ปัญญาอ่อนฉิบ..)

แต่ผิดคาด!

หนังสื่อถึงตัวละครที่มีความฝันและความตั้งใจอย่างแรงกล้า 2 คน โคจรให้มารักกัน และเดินทางทำตามความฝันของตัวเองที่ดำเนินเรื่องไปด้วยความรักและเสียงเพลง

แต่เมื่อหนังดำเนินเรื่องไปเรื่อย ๆ มันก็ยิ่งกระแทกใจ และกระแทกชีวิตจริงวัยทำงานที่มีคนรักสุด ๆ โดยเฉพาะฉากที่ พระเอก เซอไพรส์นางเอกด้วยมื้อค่ำเนื่องจากทำงานจนไม่มีเวลาอยู่ด้วยกัน แต่สุดท้ายก็จบลงตรงที่การทะเลาะกันบนโต๊ะอาหาร

“ชีวิตจริงของผู้ชายที่แคร์ผู้หญิงที่เขารัก ผู้ชายจะแสวงหาความมั่นคง เพื่อให้ผู้หญิงมีชีวิตที่ดี และหล่อเลี้ยงครอบครัวได้ในอนาคต “

บทสนทนาที่กระแทกใจผมที่สุดก็คือ

“คุณเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรือ ที่อยากให้ผมมีหน้าที่การงานที่มั่นคง”

คำพูดนี้หลุดออกมาจากปากพระเอกเพราะพระเอกได้ยินที่นางเอกคุยกับแม่ผ่านทางโทรศัพท์ว่า พระเอกยังมีการงานที่ไม่มั่นคง ทำให้พระเอกตัดสินใจละทิ้งความฝันของตัวเอง เพื่อไปทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ แต่ทำได้ดี และทำให้ชีวิตมีความมั่นคง (โคตรเรียล ในชีวิตของใครหลายคน)
แต่สุดท้ายเมื่อผู้ชายมั่นคง เขากลับขาดเวลาที่มีให้ต่อผู้หญิงที่เขารัก
และเธอเริ่มเรียกร้อง…

“จะไปทำงานนานแค่ไหนจนกว่าเราจะได้กลับมาเจอกัน 1 เดือน? 1 ปี ? หรือเป็นแบบนี้ตลอดไป? “

เจอประโยคนี้ของนางเอกเข้าไป ผมแทบอยากจะกราบคนเขียนบทจริง ๆ ว่าทำไมถึงเขียนบทได้ so real ตรงชีวิตกรูมาก ๆ โฮๆ ( T ^T)

ทั้ง ๆ ที่ พระเอกเองก็ทำตามที่นางเอกต้องการแล้ว แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นสิ่งที่เธอไม่ต้องการ

“ผู้หญิงส่วนใหญ่ แท้จริงแล้วเพียงต้องการแค่ได้อยู่ใกล้กับคนที่เธอรัก เธอไม่สนหรอกว่าชีวิตมันจะดีร้ายแค่ไหนยังไง”

เมื่อถึงเวลา เธอก็จะพูดว่า “ช่างแม่ง! ช่างหัวความคิดของคนอื่น!” แบบที่พระเอกชอบพูดปลอบนางเอก (ไม่มั่นใจว่า พระเอกใช้คำว่า Whatever หรือคำว่าอะไร แต่ดูแล้วจับใจความแบบภาษาไทยได้เป็นแบบนี้)

เนื้อเรื่องมันค่อนข้างที่จะเข้มข้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงเวลาที่นางเอกกับพระเอกเลิกกัน และมีโทรศัพท์มาหาพระเอกให้ตามนางเอกไปคัดนักแสดง

ผมชอบตรงที่พระเอกบอกนางเอกว่า

“เธอมันเด็กน้อยจริง ๆ”

ถ้าดูผิวเผิน มันอาจจะเหมือนคำพูดชวนกระแซะทั่วไป กับการกระทำที่นางเอกแสดงออกมาในขณะนั้น
แต่ลองนึกในมุมมองของพระเอกดูครับ…
พระเอกละทิ้งความฝันของตัวเขาเอง เพื่อที่จะอยู่ให้ได้ในชีวิตความเป็นจริง แต่นางเอกที่ทำตามความฝันของตัวเธอเองมาโดยตลอด กลับล้มเลิกเมื่อโอกาสที่หามาแทบทั้งชีวิตอยู่ตรงหน้า…

คำว่า “เธอมันเด็กน้อยจริง ๆ” ของพระเอกที่พูดออกมาในตอนนั้น ผมรู้สึกว่ามันมีพลังมากจริง ๆ

ไม่หมดเพียงแค่นั้น ตัวหนังเก็บรายละเอียดได้ดีมาก ๆ ในฉากนี้หากใครสงสัยว่าพระเอกหาบ้านนางเอกเจอได้อย่างไร นั่นก็เพราะว่า ในฉากต้นเรื่องแรก ๆ ที่พระเอกกับนางเอก นางเอกพูดถึงบ้านของเธอเพียงแค่ครั้งเดียว นั่นหมายความว่าพระเอกตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรก และใส่ใจให้ความสำคัญกับเธอ ถึงแม้ชีวิตช่วงหลัง ๆ จะไม่มีเวลาอยู่ด้วยกัน แต่พระเอกยังรักและจดจำรายละเอียดทุกอย่างได้เป็นอย่างดี

“ผู้ชายส่วนใหญ่มักจะจดจำรายละเอียดของคนที่ตกหลุมรักได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะคิดว่าตัวเธอเองไม่สำคัญ เมื่อผู้ชายไม่มีเวลาให้… ถึงแม้ว่าผู้ชายจะยังคงรักเธอก็ตาม”

ตอนจบที่แสนเจ็บปวด
(ไม่อยากอ่านสปอยล์ก็ข้ามไปครับ)

“I still love you”

ผมไม่รู้ว่าคำ ๆ นี้ของผู้หญิงตอนบอกเลิกกันมันมีความหมายของคำว่า Still Love You แบบไหนนะครับ แต่สำหรับผู้ชายที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ มันเป็นเหมือนการปักธงของความหวัง และอาจจะเป็นแรงผลักดันไปสู่เป้าหมายอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ทำชีวิตให้ตัวเองดีขึ้น มีฐานะการเงินที่ดีขึ้น หรือทำตามความฝันให้สำเร็จอย่างจริงจัง ลึก ๆ ก็เพราะว่า

“หากสักวันหนึ่ง ได้กลับมารักกัน ชีวิตมันคงจะดีขึ้นกว่าตอนที่เคยรักกัน”

ฉากย้อนเรื่องราวของตอนจบเป็นอะไรที่ชวนน่าคิดมาก ๆ ในชีวิตของคน ๆ หนึ่ง ฉากนี้เป็นฉากที่ผมชอบมาก ถึงแม้มันจะไม่มีบทพูดเลยก็ตาม แต่การแสดงมันสื่อถึงเรื่องราวของวันเก่า ๆ ที่พระเอกสื่อออกมาจากบทเพลงและความคิดของตัวเอง ในคอนเซปต์ของคำว่า

“ถ้าหากวันนั้น”

เราลองมาคิดดูครับว่า หลายครั้งในชีวิตของคนเรา พอเรานึกย้อนไป ถ้าหากวันนั้น ฉันทำแบบนั้น มันอาจจะเป็นการเติมเต็มชีวิตคู่ หรือเป้าหมายของการมีชีวิตที่ได้อยู่กับคนรักหรือสิ่งที่ตัวเองรักอย่างจริงจัง  ชีวิตมันอาจจะเดินไปในอีกทางหนึ่ง เป็นรูปแบบใหม่ ที่อาจจะไม่ประสบความสำเร็จที่สุด อาจจะไม่รวยที่สุด อาจจะไม่ได้เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

…แต่เป็นทางเลือกที่มีความสุขที่สุด…

นครดารา

ภาพยนตร์จาก Netflix เรื่อง Moneyball

Moneyball

Moneyball บิลลี่ บีน (แบรด พิตต์) ผู้จัดการทั่วไปของทีม “โอคแลนด์ เอ” ได้ท้าทายระบบและฝ่าฝืนความคิดที่มีมาช้านาน เมื่อเขาถูกบังคับให้สร้างทีมขึ้นมาใหม่ด้วยงบประมาณที่น้อยนิด ทั้งๆ ที่ถูกต่อต้านจากพวกหัวโบราณ สื่อมวลชน แฟนเดนตาย และแม้แต่ผู้จัดการภาคสนามทีมเดียวกันเอง (ฟิลิป ซีย์มัวร์ ฮอฟฟ์แมน) ทว่า บีนที่ได้รับความช่วยเหลือจากนักเศรษฐศาสตร์หนุ่มศิษย์เก่าจากเยลผู้ชำนาญเรื่องตัวเลข (โจนาห์ ฮิลล์) ได้เปลี่ยนความคิดวิธีการเลือกตัวผู้เล่นและนำมาซึ่งหนทางใหม่ในการแข่งขันไปตลอดกาล

Moneyball

นำแสดงโดย : Brad Pitt; Jonah Hill; Philip Seymour Hoffman; Robin Wright
Biography; Drama; Sports

ดูหนังออนไลน์

เรื่อง The Theory of Everything

The Theory of Everything

The Theory of Everything ภาพยนตร์ชีวประวัติของ “สตีเฟ่นฮอว์กิ้ง” นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง ซึ่งป่วยเป็นโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อม(หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง)ตั้งแต่อายุ21ปีและแพทย์วินิจฉัยว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีก2ปีแต่ด้วยความรักกำลังใจและความมุ่งมั่นของ“เจน”แฟนสาวผู้ไม่เคยหวั่นไหวทั้งสองจึงแต่งงานกันโดยที่สตีเฟ่นไม่ย่อท้อในการต่อสู้กับโรคร้ายทั้งคู่สร้างครอบครัวและเริ่มต้นสร้างผลงานใหม่ทางด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์พวกเขาสร้างความสำเร็จได้มากกว่าที่พวกเขาเคยนึกฝันไว้ นั่นก็คือการอยู่มาจนถึงศตวรรษที่21ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากบันทึกความทรงจำเรื่องTravelling to Infinity: My Life with Stephen ที่เขียนโดย เจน ฮอว์กิ้ง

The Theory of Everything

ประเภทหนัง : ดราม่า, อัตชีวประวัติ

ประเด็นการเรียนรู้ :  ความรัก, กำลังใจ, มุมมองต่อชีวิต, การดูแลเอาใจใส่, ชีวประวัติสตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง, การเผชิญปัญหา

         การก้าวผ่านความเจ็บปวด  ดูหนังออนไลน์

ภาพยนตร์ “อ้าย..คนหล่อลวง”

อ้าย..คนหล่อลวง

อ้าย..คนหล่อลวง ภาพยนตร์ โรแมนติกคอมเมดี้ “อ้าย..คนหล่อลวง” ฝีมือการกำกับของผู้กำกับ ไอฟาย..แต๊งกิ้ว.. เลิฟยู้ “เมษ ธราธร” ค่าย จีดีเอช นำแสดงโดยพระเอกสุดฮอต “ณเดชน์ คูกิมิยะ” และนางเอกมากฝีมือ “ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์” ร่วมด้วย “แบงค์-ธิติ มหาโยธารักษ์”, “แหม่ม-คัทลียา แมคอินทอช”, “เผือก-พงศธร จงวิลาส”

อ้าย..คนหล่อลวง

“อ้าย..คนหล่อลวง” เรื่องราวของ “ทาวเวอร์” (ณเดชน์ คูกิมิยะ) นักต้มตุ๋นคอลเซ็นเตอร์สุดแพรวพราว ที่ดันพลาดท่าถูก “อินา” (ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์) อดีตสาวแบงค์สุดเพี้ยนที่จับไต๋ได้ อินาจึงยื่นข้อเสนอเพื่อแลกกับการไม่แจ้งตำรวจจับ นั่นคือการให้ทาวเวอร์คิดแผนต้มตุ๋น “เพชร” (แบงค์-ธิติ มหาโยธารักษ์) แฟนเด็กที่หลอกให้อินาเปย์ค่าเทอมหลายแสนแล้วชิ่งหนี จนอินาเป็นหนี้ท่วมหัว

ภารกิจถูกยกระดับ เมื่อทาวเวอร์ตัดสินใจเปลี่ยนแผนจากต้มเงินแสน เป็นตุ๋นเงินล้าน งานนี้จึงต้องหาผู้ร่วมทีมอย่าง “ครูนงนุช” (แหม่ม-คัทลียา แมคอินทอช) ครูสมัยประถมของอินาที่ต้องปลอมตัวเป็นนักธุรกิจสาว และ “พี่โจร” (เผือก-พงศธร จงวิลาส) พี่ชายของทาวเวอร์มิจฉาชีพรุ่นเก๋าที่เข้าออกคุกเป็นว่าเล่น

ย่างทาวเวอร์ เหมือนชีวิตวนมาเจอแฟลชแบ็ก หรือจะเป็นโชคร้ายของอินา ที่ต้องมาเจอผู้ชาย “หล่อลวง”
ภารกิจหลอกเงินต้องเดินหน้า แต่อินาจะห้ามใจไม่ให้รักนักต้มตุ๋นไหวหรือเปล่า! ดูหนังออนไลน์

ภาพยนตร์ดราม่าครอบครัว Penguin Bloom

Penguin Bloom

Penguin Bloom เพนกวิน บลูม ละครครอบครัวนี้กำกับโดย Glendyn Ivin และดัดแปลงและดัดแปลงโดย Naomi Watts, Andrew Lincoln และ Jackie Weaver ชีวประวัติตนเองเรื่อง Penguin Bloom: Saving a Strange Bird of Family Penguin Bradley Trevorff ผู้กำกับสคริปต์ของ Shaun Grant และ Harry Cripps จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์แบบ จำกัด ในวันที่ 21 มกราคม จนถึงวันที่ 27 Net Flix ได้ถูกซื้อไปทั่วโลกโดยสตูดิโอภาพยนตร์ของออสเตรเลีย Roadshow Films เป็นการบอกเล่าเรื่องราวของจุดพลิกผันในชีวิตของครอบครัวแม่คนหนึ่งประสบอุบัติเหตุเป็นอัมพาต จนกระทั่งฉันพบว่าชีวิตแห่งความสุขกลับมาสร้างความหวังให้กับ

ครอบครัวของฉันอีกครั้ง ถึงแม้ว่าหนังเรื่องนี้จะดูเหมือนหนังดราม่าชีวิตธรรมดา แต่ก็เป็นการดัดแปลงจากชีวิตจริงของครอบครัวบรูมที่ประสบอุบัติเหตุเมื่อพวกเขาเดินทางมาประเทศไทย จนกว่านกจะรับเลี้ยงนกจะนำความสุขมาสู่ทุกคนดังนั้นพวกเขาจึงมีช่องของตัวเองบน YouTube แสดงความน่ารักของคุณและกดไลค์นาโอมิ วัตส์ นักแสดงหญิงเจ้าฝีมือที่ฝากผลงานภาพยนตร์ดัง ๆ มาแล้วมากมาย มารับบท แซม หญิงวัยกลางคนที่ชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์ระทมจากอุบัติเหตุ จนไม่กล้าเข้าสังคม หรือออกสู่โลกภายนอก และจมอยู่กับฝันร้ายและความหวาดกลัวราวกับอยู่ในมหาสมุทรไร้ทางขึ้นสู่ผิวน้ำ

แอนดรูว์ ลินคอล์น นักแสดงชายที่เรารู้จักกันดีในบทของ ริค ตัวเอกของซีรีส์ The Walking Dead ที่มาถ่ายทอดเรื่องราวของครอบครัวบลูม ผ่านตัวละคร คาเมรอน บลูม ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวที่พยายามจะรวมใจทุกคนไว้ท่ามกลางความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้าหาครอบครัว และ แจ็คกี้ วีเวอร์ นักแสดงสมทบที่เราคุ้นหน้าตามาจาก The Grudge (2020) ในบทที่ปรึกษาดวงซวยที่ถูกคำสาปของวิญญาณร้ายและ Silver Linings Playbook (2012) พร้อมด้วยคะแนนวิจารณ์ที่อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ อาจจะไม่ได้เป็นที่ชื่นชมมากแต่ก็ชวนให้ติดตามว่าภาพยนตร์จะถูกถ่ายทอดออกมายังไง ยิ่งได้นาโอมิ วัตส์มาแสดงนำแบบนี้ ไม่ธรรมดาแน่นอน

“ครอบครัวคนเลี้ยงผึ้งชาวออสเตรเลีย บลูม ต้องเผชิญหน้ากับจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์ ระหว่างการท่องเที่ยวในประเทศไทย เมื่อ แซม ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจนเป็นอัพพาตครึ่งตัว และต้องอยู่แต่ในบ้าน แซมหมดความหวังที่จะใช้ชีวิตท่ามกลางความน่าสลดของตัวเอง เช่นเดียวกับ ครอบครัวที่นำโดย แคเมอรอน ก็พยายามหาทางที่จะทำให้ชีวิตทุกคนเหมือนเช่นในปกติ ทุกคนแบกรับ

ความรู้สึกผิดมาตลอด จนกระทั่ง “เพนกวิน” เจ้านกกางเขนตัวหนึ่งที่บาดเจ็บอยู่ใกล้ ๆ บ้าน และ โนอาห์ ลูกชายของบ้านเป็นคนบังเอิญและเก็บมาเลี้ยง ทุกคนไม่รู้เลยว่าเจ้านกตัวนี้จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงและมอบบทเรียนครั้งสำคัญ ในการสร้างความหวังที่จะมีชีวิตข้างหน้า ด้วยพลังบวกและความรักของกันและกัน”

ล้มแล้ว ก็ลุกขึ้นใหม่ 

Penguin Bloom

ภาพยนตร์เดินเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครลูกของแซม อย่างโนอาห์ที่เล่าเรื่องให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป ก่อนหนังจะค่อย ๆ ใส่ผลที่ตามมาหลังอุบัติเหตุของแซมที่ประเทศไทย จากความประมาทของสถานที่ท่องเที่ยวที่มีปัญหาแต่ไม่ได้รับการให้ความสนใจ จนกระทั่งมีผู้ประสบเหตุอย่างแซม เธอต้องรู้สึกสิ้นหวัง ไร้อิสระภาพและไม่มีแม้แต่ความสุข นอกจากต้องพยายามใช้ชีวิตไปวัน ๆ กับครอบครัวที่มอบความรักให้กับเธอ แต่เธอก็ไม่สามารถเดินได้อยู่ดี เธอผลักไสทุกคนออกไปและคิดว่าสักวันตัวเองอาจจะไม่มีชีวิตอยู่

กระทั่งมีเจ้านกกางเขนที่บาดเจ็บและบินไม่ได้มาคอยส่งเสียงร้องอย่างน่ารำคาญ จนสามารถเรียกความสนใจ และความห่วงใยจากเธอ ผู้ไม่ยอมเปิดรับใคร เมื่อเป็นเช่นนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างคนที่สิ้นหวัง กับ นกที่บินไม่ได้ ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่ารักน่าชัง ราวกับเจ้าเพนกวินเป็นตัวละครหลักสำคัญของเรื่องที่พูดไม่ได้ แต่มักจะสื่อสารอะไรบางอย่างให้คนได้รับรู้ ในขณะเดียวกันปมตัวละครอื่น ๆ ก็ช่วยเพิ่มมิติให้เรื่องราวมากขึ้น โดยเฉพาะปมสำคัญของเรื่องที่ค่อย ๆ ใส่เข้ามา สลับกับฉากที่แสดงถึงความรักและความอบอุ่น ซึ่งหนังก็ทำออกมาได้รื่นไหล แม้บทจะไม่ได้มีอะไรที่ซับซ้อนเกินความคาดเดามากนัก อาจเพราะเป็นหนังที่สร้างจากชีวิตจริง

นกกับคนไม่ต่างกัน

หนังใช้ภาพของทะเลแทนความเศร้าที่ตัวละครจมดิ่งลงไป ตัวละครอย่างแซมที่ต้องพยายามแหวกว่ายอยู่ในความมืดมิด ไร้แสงสว่างหรือแม้แต่อากาศจะหายใจทุกคืนก็ฝันร้าย และได้แต่รำพึงว่าตัวเองจะไม่มีวันกลับมาเดินได้ กระทั่งลูกชายอย่างโนอาห์ที่เอานกมาเลี้ยง แม้มันจะสร้างความน่ารำคาญเพราะด้วยความที่เป็นนก เธออยากจะไล่มันไป แต่แล้วด้วยความที่ทั้งคู่ต่างมีสิ่งที่ขาดหายไปเหมือนกัน เธอเดินไม่ได้ ส่วนเพนกวินบินไม่

ได้ แต่มันก็พยายามที่จะช่วยเหลือทุกคน และมอบความสุขในแบบของมัน แม้ว่าเธอจะต้องเจ็บปวด แต่สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไป เธอจึงรู้ว่าการเปิดใจให้กับสิ่งเล็ก ๆ อาจเป็นหนทางหนึ่งของการมีความสุข โดยไม่หลงลืมตัวตนของตัวเองไป และกล้าที่จะออกมาเผชิญโลกกว้างที่มีสิ่งสวยงามรอให้เธอค้นพบอยู่

ความสัมพันธ์ของครอบครัวอันซาบซึ้ง

 

หนังสะท้อนภาพของการพยายามข้ามผ่านปัญหาของครอบครัว ไม่ใช่แค่ แซมที่ต้องค้นหาแรงบันดาลใจในชีวิต ตัวละครลูก ๆ ก็มีปมปัญหาในใจที่ทำให้ไม่คุยกับแซม แคเมอรอนที่ไม่เข้าใจว่าแซมต้องการอะไร มันมักจะจบด้วยการขึ้นเสียงใส่กันก่อนเพราะความไม่เข้าใจ แล้วจบลงด้วยการพูดคุยอย่างมีเหตุผล หากครอบครัวไหนที่เลือกจะเปิดใจให้กัน ก็ย่อมที่จะหาทางเดินหน้าไปพร้อม ๆ กัน แม้แต่นกตัวหนึ่งที่อาจจะไม่ได้พิเศษสำหรับ

ใคร ๆ มันอาจมีความหมายมากพอที่จะสร้างความรู้สึกที่เลือนหายไปอีกครั้ง และเป็นคนเดิมที่ใหม่ไม่ยึดติดกับอดีตหรือความผิดของตัวเองหรือคนอื่น ขอเพียงแค่เราเชื่อมั่นและสามารถมองเห็นปัญหาจากความไม่เข้าใจ เราก็จะพบกับคำตอบที่ตามหามาตลอดก็ได้

องค์ประกอบระดับออสการ์

งานภาพเรียกได้ว่า มันสวยงาม มีความประณีต และให้อารมณ์ที่แตกต่างตามสถานการณ์ มีมุมกล้องหลายแบบ ไม่ว่าจะมีความสุขหรือทุกข์ สอดคล้องกับดนตรีที่ใส่เข้ามาก็ชวนให้คล้อยตาม แถมติดหูด้วย ชอบเพลงประกอบของมันมาก ๆ ทำให้น้ำตาซึมได้พอ ๆ กับหนังเลย นาโอมิ วัตส์ สามารถแสดงให้เห็นถึงน้ำตาและความเจ็บปวดที่ส่งออกมาในบทของหญิงอัมพาตที่ไร้ทางช่วยเหลือตัวเอง ซีนแต่ละซีนที่ออกมา เป็นธรรมชาติ และคลาดสายตาแทบไม่ได้ กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เพราะเธอเลย  เช่นเดียวกับ แอนดรูว์ ลินคอล์น ที่แม้จะไม่ได้โชว์อะไรมาก แต่ก็ทำให้เห็นว่าเขาก็เป็นนักแสดงที่มีฝีมืออีกคน

นักแสดงอื่น ๆ ก็เหมือนกัน เล่นได้เป็นคนที่ดูไม่มีอะไรแต่สามารถทำให้เรารู้สึกอึ้งได้ โดยเฉพาะซีนปะทะอารมณ์ช่วงท้าย และที่ขาดไม่ได้เลย คือเจ้านกกางเขน เพนกวินที่แสดงออกมาได้ราวกับรู้ฉากรู้มุมกล้อง และแทบจะนำพาตัวละครทุกตัวไปสู่เรื่องราวแสนอบอุ่น เรียกได้ว่าเป็นดาราเจ้าบทบาทเลยก็ว่าได้ ทั้งซีนสุข เศร้า เหงา แอ็คชั่น (ใช่ มีแอ็คชั่นด้วยครับ) แต่บทก็ติดกรอบเดิมคือมันไม่ได้มีอะไรใหม่ อาจจะให้ความอบอุ่นได้ แต่ออสการ์อาจจะเมินเฉยในด้านบท แต่การแสดงของนาโอมิ มันก็มากพอที่จะทำให้เธอได้เข้าชิงแล้วล่ะครับ

ควรชมหรือข้าม?

ถ้าคุณชอบหนังดราม่าและนาโอมิ วัตส์ คุณจะไม่ผิดหวัง หรืออยากดูพี่ริค หรือ พี่แอนดรูว์ในบทบาทโชว์ฝีมือ คุณก็ต้องชอบ แถมด้วยความอบอุ่นของทั้งเจ้านก และความสัมพันธ์ของครอบครัวอีกด้วย แต่ถ้าคิดว่าหนังจะมีอะไรที่แปลกใหม่กว่าหนังดราม่าเรื่องอื่น ๆ ที่เคยมี ก็คงต้องผิดหวัง เพราะมันเรียบง่าย และไม่มีอะไรที่ตราตรึงใจอะไร นอกจากเรื่องราวของเจ้านกเพนกวินที่เปลี่ยนชีวิตของครอบครัว ไม่ได้มีเนื้อเรื่องที่ซับซ้อนหรืออะไร

มากมาย แต่ในช่วงเวลาที่สิ้นหวัง ถ้าอยากหาอะไรดี ๆ ดู ผมแนะนำครับ ความยาวหนังไม่มาก ชั่วโมงครึ่ง นี่คือหนังดราม่าที่ดูได้ทั้งครอบครัว ถ้าหากเบื่อหนังแนวอื่น ๆ ลองเปิดใจดูหนังดราม่าดู อาจจะได้เห็นแง่มุมในชีวิตที่เราอาจจะมองข้ามไปก็ได้ เพราะงั้นอย่าพลาด หรือข้ามเลยนะครับ ดูหนังออนไลน์