SEO

ขั้นตอนในการทำ SEO มีอะไรบ้าง ทำยังไงให้ปัง!! มาดูกันเลย

ขั้นตอนในการทำ SEO

1. หาคีย์เวิร์ดที่กลุ่มเป้าหมายใช้กัน

ซึ่งก็ต้องคิดมาก่อนแล้วว่า

  • จะทำเนื้อหาคอนเทนต์รองรับขั้นตอนไหนของกลยุทธ์ เพื่อที่จะกำหนดธีมของคีย์เวิร์ดได้ถูกต้อง
  • ลอง brainstorm และสุ่มถามลูกค้าถึงคีย์เวิร์ดที่จะใช้ แล้วทำรายการออกมาจากมุมมองของกลุ่มเป้าหมาย
  • ใช้เครื่องมืออย่าง Google Keyword Planner แล้วป้อนคีย์เวิร์ดเข้าไป เครื่องมือนี้จะแนะนำคีย์เวิร์ตตัวอื่นๆมาให้ พร้อมบอกจำนวนการค้นหาต่อเดือนและระดับการแข่งขันของคีย์เวิร์ดแต่ละตัวให้เราโหลดข้อมูลทั้งหมดเป็นไฟล์ Excel
  • จากนั้นลองประเมินและจัดอันดับ High, Medium และ Low ให้กับแต่ละคีย์เวิร์ดใน Excel ว่าคำไหนเกี่ยวข้องกับธุรกิจและกลยุทธ์ของเรา และตัดคำที่ไม่เกี่ยวออกไป 

2. จับคู่คีย์เวิร์ดกับเว็บเพจที่มีเนื้อหาสอดคล้องกัน

ต่อจากขั้นตอนที่แล้วเรายังอยู่ในหน้า Excel อยู่ให้เรา

  • เปิด Google พิมพ์คำว่า intitle: “(คีย์เวิร์ดที่มีอยู่ใน Excel)” เพิ่อดูจำนวนเว็บไซต์ที่มีคีย์เวิร์ดตัวนั้นใน Title Tag มันจะทำให้เรารู้ว่าคีย์เวิร์ดตัวนั้นแข่งกันมากน้อยแค่ไหน จำนวนที่ได้ก็เอาไปใส่ใน Excel
  • ให้ลองพิมพ์คีย์เวิร์ดแต่ละตัวใน Google แล้วหาเพจที่คิดว่ามีคุณภาพดีสัก 1-2 เพจ เก็บ URL ของเพจนั้นไว้ใน Excel ข้างๆคีย์เวิร์ดตัวนั้น ซึ่งเพจที่ว่าก็อยู่ในหน้าแรกของ Google
  • มาดูว่าเพจไหนของเรามีคีย์เวิร์ดที่เราลิสต์ไว้บ้าง 

เมื่อทำทุกอย่างแล้ว เก็บข้อมูลนี้ไว้ให้ดีเพื่อเอามาวางแผนทำคอนเทนต์ในขั้นถัดไป

3. ปรับปรุงเว็บเพจ และทำเนื้อหาให้มีคุณภาพ

ขั้นตอนนี้จะลงลึกถึงการทำคอนเทนต์ นอกจากเรารู้ว่าคีย์เวิร์ดไหนที่ต้องใช้ในแต่ละขั้นตอนของกลยุทธ์ เรายังรู้ว่าเพจคู่แข่งคือใคร เพจนั้นทำได้ดีกว่าเพจเราตรงไหน นอกจากเรื่องของการออกแบบ UX UI (โดยเฉพาะเว็บเวลาเปิดในสมาร์ทโฟน) ก็ต้องดูว่า

  • Meta title เขียนอยู่ระหว่าง 50 – 60 ตัวอักษรใส่ชื่อแบรนด์ทางขวา และใส่คีย์เวิร์ดต่างกันในแต่ละเพจ
  • เขียน Meta description เชิญชวนให้คลิกใน 120 – 160 คำและใส่คีย์เวิร์ดไป 1-2 ตัวอักษรแตกต่างกันในแต่ละเพจ
  • เขียนหัวข้อ (Headers) ระหว่าง 20-50 ตัวอักษรให้คนรู้ว่ากำลังจะอ่านเรื่องอะไร
  • ข้อความที่ลิงค์ไปเพจอื่น (Anchor text) รวมถึงชื่อรูปภาพที่ใช้ประกอบบทความ

แล้วเอาข้อมูลทั้งหมดที่เรามีตั้งแต่แรกมาวางแผนทำ Content Calendar ซึ่งหลักๆต้องมี

  • ลิสด์รายการไอเดียคอนเทนต์จากคีย์เวิร์ด
  • เป้าหมายว่าจะสื่อสารถึงใครตามขั้นตอนของกลยุทธ์ SEO
  • ใช้รูปแบบไหนในการสื่อสาร – เป็นบทความภาพวีดีโอคลิปเสียงหรือ E-Book
  • ใช้สไตล์ไหนซึ่งสามารถหาดูได้ใน The content marketing matrix ของ Smartinsight
  • ชื่อคนทำคอนเทนต์
  • สถานะ (ยังไม่ได้ทำ, กำลังทำ, ตั้งเวลาโพส, โพสต์แล้ว)
  • คีย์เวิร์ดที่ใช้
  • ช่องทางที่เผยแพร่คอนเทนต์

ที่สำคัญคอนเทนต์ต้องเป็นประโยชน์กับคนอ่านต้องมีหลักฐานและความน่าเชื่อถือในคอนเทนต์ที่กำลังจะทำ (Expertise) ส่วนคนทำคอนเทนต์ก็ต้องมีชื่อเสียงในเรื่องที่ทำ (Authority)  และต้องทำให้คนอ่านมั่นใจว่าคอนเทนต์ที่กำลังทำจะเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (Trust)

ที่สำคัญต้องเขียนให้ตรงกับหัวเรื่อง เขียนถูกต้อง อ่านง่าย สะกดไม่ผิด ให้คนได้อ่านง่ายๆ

4. สร้าง Internal Link และ External Link

Internal Link คือลิงค์ที่เชื่อกับเพจในเว็บไซต์ของเราเอง แนะนำว่าเราควรลิสต์ออกมาว่าเว็บไซต์ของเรามีเพจอะไรบ้าง เนื้อหาของแต่ละเพจมีความเกี่ยวข้องกันมากน้อยแค่ไหน อยู่ในหมวดเดียวกันหรือเปล่า ฉะนั้นควรวางแผนว่าเพจไหนควรอ้างอิงหรือลิงค์ไปเพจไหนให้เกี่ยวข้องกันให้มากที่สุด และตรวจสอบด้วยว่าเพจที่เราลิงค์ไปหาเกี่ยวข้องกันและยังอยู่ดี

มิฉะนั้นจะทำให้อันดับของเพจเราตกได้

ส่วน External Link คือลิงค์ที่เชื่อมกับเว็บเพจภายนอก จริงๆหากเราทำคอนเทนต์ดีๆ เว็บฯอื่นก็จะลิงค์มาที่เพจเรา ทำให้ Google มองว่าเว็บฯของเราน่าเชื่อถือมากขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้นเราไม่ควรมานั่งรอรอให้เว็บฯอื่นมารอลิงค์เพจของเรา เราควรแลกหรือแนะนำลิงค์ให้กับเพจอื่นที่เกี่ยวข้องแต่ไม่ใช่คู่แข่งโดยตรง ที่สำคัญต้องมีอันดับสูงๆ เช่นถ้าเราทำเนื้อหาเกี่ยวกับอาหารที่เหมาะที่สุดสำหรับทารก เราสามารถแลกลิงค์กับเว็บฯติดอันดับสูงๆและเกี่ยวกับการดูแลลูกให้ลิงค์มาหาเราได้นั่นจะทำให้ Rank ของเว็บฯทั้งคู่เพิ่มขึ้นด้วย

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องมีการอัพเดทอยู่ตลอดเวลา หากเว็บที่เพจของเราไปลิ้งค์เกิดเปลี่ยนหรือหายขึ้นมา (ลิงค์เสีย) ก็จะส่งผลกระทบกับ SEO ของเพจเราในอนาคต หากอ้างอิงตามกูรู SEO 150 คนทั่วโลกที่ MOZ ไปสอบถามมาในปี 2015 External link หรือ Domain-level link นี่แหละที่มีผลต่ออันดับของเว็บฯมากที่สุด๖มากกว่าคีย์เวิร์ดด้วยซ้ำ) รองมาเป็น Internal Link หรือ Page-level link และ Link จะมีอิทธิพลมากกว่าคีย์เวิร์ดต่อไปเรื่อยๆด้วย

5. วัดผลและปรับแต่งเพจและเนื้อหา

เราสามารถให้ SEO Lighthouse เพื่อตรวจสอบจุดที่ผิดพลาดในการทำ SEO ได้คร่าวๆ แต่หากต้องการความละเอียดขึ้นต้องใช้ Google Search Console ไว้ตรวจสอบดูแลเว็บไซต์ของเราดู ว่าเว็บฯของเรามีช่องโหว่ตรงไหนบ้าง และจะแจ้งเตือนปัญหาให้รู้ เช่นแสดงผลผิดปกติ มีสแปม มีเพจซ้ำซ้อน เครื่องมือตัวนี้ยังบอกความถี่ที่เว็บฯของเราไปปรากฎตามคีย์เวิร์ดต่างๆ รวมถึงเว็บฯที่ลิงค์มาหาเว็บฯเรา

สุดท้ายคือ Google Test My Site ที่นอกจากจะไว้ทดสอบความเร็วในการโหลดเว็บฯบนสมาร์ทโฟนแล้ว ยังช่วยแนะนำจุดที่ต้องแก้ไขเพื่อทำให้เว็บฯโหลดเร็วขึ้น

เพราะการที่เว็บฯโหลดช้าในมือถือส่งผลต่ออันดับบนหน้า Google แน่นอน รับทำเว็บ

หุ้นไทย

ปิดบวก 3.04 จุด แกว่งแคบคล้ายภูมิภาค,ถอนตัวจากหุ้น OR หมุนเข้าหุ้นงบฯดี

หุ้นไทย : ปิดบวก 3.04 จุด แกว่งแคบคล้ายภูมิภาค,ถอนตัวจากหุ้น OR หมุนเข้าหุ้นงบฯดี

ตลาดหลักทรัพย์ฯปิดช่วงเช้าวันนี้ที่ระดับ 1,520.07 จุด ลดลง 3.04 จุด (-0.20%) มูลค่าการซื้อขายราว 48,896 ล้านบาท

การซื้อขายหุ้นช่วงเช้าวันนี้ ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบ โดยดัชนีทำระดับสูงสุด 1,528.58 จุด และระดับต่ำสุด 1,517.04 จุด

นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด บล.ธนชาต กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่งแคบ โดยดัชนีเคลื่อนไหวทั้งแดนบวก-ลบคล้ายกับตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียที่แกว่งทั้งแดนบวก-ลบ โดยตลาดบ้านเราเป็นลักษณะของการหมุนตัวเล่น หลังจากหุ้น OR ลดความร้อนแรงเมื่อสะท้อนข่าวดีที่ได้เข้า SET50 แล้วและจะเข้า MSCI ตอนนี้เม็ดเงินเริ่มหมุนออกเปลี่ยนไปดูหุ้นที่มีผลประกอบการออกมาดี อย่างหุ้น STA แต่จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกเริ่มลดลง จึงยังไม่แน่ใจว่าผลประกอบการจะผ่านจุดพีคไปแล้วหรือไม่ ทำให้ราคาบวกขึ้นไปไม่มาก อีกทั้งหันมาเล่นหุ้น KBANK ด้วย

อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามการทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งในสัปดาห์นี้ และความเห็นของผู้บริหารถึงแนวโน้มผลประกอบการในปีนี้ที่จะมีผลให้ปรับประมาณการของนักวิเคราะห์ฯ ยังมองเป็นเชิงบวก นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนโควิด-19 ในหลายประเทศเวลานี้ จะเห็นผลชัดเจนในช่วงครึ่งหลังปี 64 โดยเฉพาะในสหรัฐฯและยุโรปที่มีการฉีดวัคซีนโควิดค่อนข้างครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่แล้ว ดังนั้นหากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ดีขึ้นก็จะส่งผลบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยว และหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ก็ยังมีความน่าสนใจลงทุน

แนวโน้มการลงทุนในช่วงบ่ายนี้ นายพิชัย กล่าวว่า ตลาดฯคงจะแกว่งออกด้านข้าง โดยมีแนวรับ 1,515-1,520 จุด ส่วนแนวต้าน 1,530 จุด

ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่

EA มูลค่าการซื้อขาย 5,335.29 ล้านบาท ปิดที่ 67.50 บาท ลดลง 1.50 บาท

OR มูลค่าการซื้อขาย 4,368.90 ล้านบาท ปิดที่ 31.50 บาท ลดลง 1.25 บาท

STGT มูลค่าการซื้อขาย 1,609.56 ล้านบาท ปิดที่ 40.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท

KBANK มูลค่าการซื้อขาย 1,379.93 ล้านบาท ปิดที่ 145.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท

GPSC มูลค่าการซื้อขาย 1,302.15 ล้านบาท ปิดที่ 79.75 บาท ลดลง 1.25 บาท ufabet

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) (KGI) จะ เสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) จำนวน 3 หลักทรัพย์ อ้างอิง บมจ. ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) และบมจ.คาราบาวก รุ๊ป (CBG) โดยจะทำการซื้อวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564

นายถนอมศักดิ์ สหรัตน์ชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บล.กรุงไทย ซีมิโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดว่าจะแกว่ง Sideway ถึง Sideway up ในช่วงที่ปัจจัยต่างๆ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) ของสหรัฐระยะยาวได้ปรับตัวขึ้น ทำให้กังวลอัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้นด้วย ส่งผลให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในแดนลบ ขณะที่ตลาดสหรัฐมีหุ้นในกลุ่มแบงก์ขึ้นนำ ซึ่งน่าจะส่งโมเมนตัมเชืงบวกต่อหุ้นกลุ่มแบงก์ในตลาดบ้านเราด้วย นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มพลังงานก็ยังได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น

อย่างไรก็ดี คืนนี้ให้ติดตามคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) จะเปิดเผยรายงานการประชุม ต่องจับตาว่ามีมุมมองต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยอย่างไร ส่วนบ้านเรายังต้องติดตามการทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนต่อไป และการอภิปรายไม่ไว้วางใจวันที่สอง รวมถึงยอดค้าปลีกของสหรัฐที่จะออกมาในคืนนี้ ตลาดคาดว่าจะออกมาดีขึ้น โดยแนะให้เลือกลงทุนหุ้นที่มีงบฯออกมาดี

ประเด็นพิจารณาการลงทุน

  • ตลาดหุ้นนิวยอร์กล่าสุด (16 ก.พ.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 31,522.75 จุด เพิ่มขึ้น 64.35 จุด (+0.20%), ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,932.59 จุด ลดลง 2.24 จุด (-0.06%) และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,047.50 จุด ลดลง 47.97 จุด (-0.34%)
  • ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดวันนี้ ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ลดลง 100.93 จุด และดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกง ลดลง 110.29 จุด ส่วนตลาดหุ้นจีนยังคงปิดทำการเนื่องในเทศกาลตรุษจีนระหว่างวันที่ 11-17 ก.พ.
  • ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (16 ก.พ.)1,523.11 จุด เพิ่มขึ้น 0.39 จุด (+0.03%)
  • นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 2,224.80 ล้านบาท เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 64
  • ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน มี.ค. ในตลาดไนเม็กซ์ปิดทำการล่าสุด (16 ก.พ.) ปิดที่ 60.05 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 58 เซนต์ หรือ 1%
  • ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (16 ก.พ.) อยู่ที่ 2.11 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • เงินบาทเปิด 29.95/99 แนวโน้มอ่อนค่าหลังดอลล์แข็ง ให้กรอบวันนี้ 29.90-30.05
  • นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าภายใต้กรอบความร่วมมือที่สำคัญให้มากยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนภาคการส่งออกของประเทศ ซึ่งเป็นรายได้หลักให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงต่อจากนี้ หลังจากเห็นทิศทางการส่งออกค่อย ๆ ฟื้นตัวจากเศรษฐกิจโลก และการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ดังนั้นหากหันมาส่งเสริมเรื่องนี้ได้ดี จะช่วยรักษาโมเมนตัมในการเติบโตของเศรษฐกิจได้ดีขึ้น
บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR)

ทันเกมหุ้น OR เฉลยปมไล่ราคาหุ้นร้อน MSCI จ่อเพิ่มน้ำหนัก 4 พันลบ.

ทันเกมหุ้น OR เฉลยปมไล่ราคาหุ้นร้อน MSCI จ่อเพิ่มน้ำหนัก 4 พันลบ.แต่ส่อแววพลาดคำนวณ FSTE

เป็นกระแส Talk Of The Town สำหรับความร้อนแรงของหุ้น บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) บริษัทในเครือ บมจ.ปตท. (PTT) แม้เพิ่งเข้าซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 11 ก.พ.64 ด้วยราคาจองซื้อ IPO ที่ 18 บาท แต่ภายหลังจากเริ่มเปิดซื้อขายของสัปดาห์นี้ (15 ก.พ.64) พบว่าถูกไล่ราคาทันทีด้วยแรงซื้อขายหนาแน่น ส่งผลให้ราคาขึ้นทำจุดสูงสุดที่ 36.50 บาท ส่งผลให้ผู้ลงทุนที่จองซื้อหุ้น OR ในราคา IPO ที่ 18 บาทได้รับผลตอบแทนมากกว่า 100% ทันทีในระยะเวลาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพียง 2 วันทำการเท่านั้น

การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น OR ในช่วงเวลาสั้นๆ เรียกว่าหักปากกาเซียน เพราะเมื่อย้อนไปพิจารณาแง่ปัจจัยเชิงพื้นฐานหุ้น OR นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินกรอบราคาพื้นฐานอยู่ที่ 21-25 บาท/หุ้น คิดเป็นราคาพื้นฐานเฉลี่ยอยู่แถวๆ 22.70 บาท/หุ้นเท่านั้น หนึ่งในปัจจัยบวกระยะสั้น คือ การเพิ่มน้ำหนักของผู้ลงทุนสถาบันหรือกองทุนจากกรณีหุ้น OR เข้าคำนวณใน Index Fund หลักๆ เช่น SET50-SET100 ,FTSE100 และ MSCI Index ทำให้คาดหวังเม็ดเงินก้อนใหม่จากนักลงทุนสถาบันไหลเข้ามาเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกันปัจจัยบวกการเข้าคำนวณใน Index Fund จะเป็นตัวแปรประคับประคองราคาหุ้น OR ทรงตัวยืนอยู่ในระดับสูงเกินราคาพื้นฐานที่นักวิเคราะห์ประมาณการได้ยาวนานแค่ไหน ??

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุนกลยุทธ์การลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยว่า เหตุผลหลักผลักดันราคาหุ้น OR ให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงภายหลังจากเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯคือการที่หุ้น OR เข้าคำนวณใน Index Fund หลัก สนับสนุนบรรยากาศเก็งกำไรในหุ้น OR ผสมผสานกับการปรับพอร์ตเพิ่มน้ำหนักของผู้ลงทุนสถาบัน

แม้ว่าวันแรกจะตอบรับกับปัจจัยบวกเข้าคำนวณในดัชนี SET50-SET100 คาดจะเริ่มเข้าคำนวณด้วยเกณฑ์เร่งด่วน (Fast track) ในวันพุธที่ 17 ก.พ.นี้ ประเมินว่าจะมีเม็ดเงินใหม่จากกองทุนประเภท Passive fund ไหลเข้ามาในหุ้น OR ประมาณ 1,500 ล้านบาท แต่เมื่อวันเสาร์ที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมามีการรายงานข้อมูลเพิ่มเติมจาก MSCI Index ประกาศนำหุ้น OR เข้าคำนวณดัชนีด้วยเกณฑ์ Fast track เช่นกันทำให้นักลงทุนสถาบันบางส่วนต้องปรับ Position เข้ามาลงทุนในหุ้น OR อีกครั้ง

ทั้งนี้ หุ้น OR เตรียมเข้าคำนวณใน MSCI Index ในวันที่ 25 ก.พ.นี้ แม้ว่าในรายงานจะระบุว่าเป็นวันที่ 26 ก.พ. แต่เนื่องจากเป็นวันหยุดทำการจึงถูกเลื่อนมาเป็นวันที่ 25 ก.พ. เบื้องต้นคาดว่าจะมีเม็ดเงินใหม่จากการเข้าคำนวณใน MSCI Index เป็นมูลค่าที่ค่อนข้างสูงกว่า 129.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 4 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากสะท้อนราคาหุ้น OR วันนี้นับว่าตอบรับกับความคาดหวังเข้าคำนวณในMSCI Index ไปมากพอสมควรแล้ว ดังนั้นผู้ลงทุนที่เข้าไปเก็งกำไรระยะสั้นในหุ้น OR ไม่แนะนำให้ไล่ราคาและต้องใช้ความระมัดระวังสูงด้วย

สำหรับปัจจัยบวกระยะถัดไปของหุ้น OR นั่นคือการเก็งเข้าคำนวณใน FSTE Index แต่จากมุมมองส่วนตัวมีความเป็นไปได้เช่นกันว่าหุ้น OR อาจจะพลาดเข้าคำนวณใน FSTE Index เนื่องจากสัดส่วนวงเงินที่เข้าคำนวณในMSCI Index รอบนี้เป็นวงเงินที่ค่อนข้างสูง ทำให้สัดส่วนการถือครองหุ้นต่างชาติผ่าน FSTE Index จะเหลือสัดส่วนที่ไม่มากแล้ว ทำให้คงต้องมาติดตามต่อว่า FSTE Index รอบนี้จะนำหุ้น OR เข้าคำนวณหรือไม่

“หุ้น OR เข้าเกณฑ์ Fast track ใน Index Fund หลักๆ ทำให้เกมนี้เป็นเกมเร็ว สังเกตุได้ว่าวันแรกนักลงทุนสถาบันยังมีของไม่เพียงพอทำให้ต้องมีการเก็บหุ้นเพิ่ม ขณะที่หุ้น OR มีปริมาณหุ้นที่หมุนเวียนบนกระดานซื้อขาย (Free float) ไม่เยอะเพียง 24.5% ทำให้เมื่อมีแรงซื้อและขายจำนวนมากๆ จะทำให้การเคลื่อนไหวของราคาเหวี่ยงผันผวน ซึ่งผู้ลงทุนที่ลงทุนในหุ้นที่อิงกับ Index Fund ต้องเข้าใจหลักตรงนี้ โดยเฉพาะหุ้นที่เข้าคำนวณในMSCI Index ปกติก่อนเข้าคำนวณราคาหุ้นตัวนั้นจะมีแรงเก็งกำไรหนาแน่นหนุนราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นโดดเด่นเกือบทุกครั้ง

ส่วนความคาดหวังเม็ดเงินก้อนใหม่ต่อไป คือการเข้าคำนวณในดัชนี FSTE Index ซึ่งล่าสุดยังไม่มีการประกาศว่าจะนำ OR เข้าไปคำนวณในดัชนีฯหรือไม่ แต่หาก FSTE Index นำหุ้น OR เข้าไปคำนวณ พร้อมกับมีเม็ดเงินที่ใหญ่มากพอเกินกว่าความคาดหมายเหมือนกับMSCI Index ส่วนตัวก็เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยบวกผลักราคาหุ้น OR กลับมาปรับตัวขึ้นไปได้อีกระลอกเช่นกัน”นายกรภัทร กล่าว ufa

หุ้นอินเดีย

ดัชนี Sensex เปิดบวกเพิ่มขึ้น 363.45 จุด ตามตลาดเอเชีย

หุ้นอินเดีย : ดัชนี Sensex เปิดบวกเพิ่มขึ้น 363.45 จุด ตามตลาดเอเชีย

ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดบวกกว่า 300 จุดในวันนี้ ในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่เปิดบวกในช่วงเช้าวันนี้ โดยหุ้นกลุ่มธนาคารพุ่งนำตลาด

ดัชนี Sensex เปิดที่ 51,907.75 จุด เพิ่มขึ้น 363.45 จุด หรือ +0.71%

หุ้น IndusInd Bank เพิ่มขึ้น 2.80%, หุ้น Bharti Airtel เพิ่มขึ้น 2.56% และหุ้น Axis Bank เพิ่มขึ้น 2.23% ufabet

นิยามของ Sensex

ดัชนีที่ละเอียดอ่อนเรียกว่า Sensex เป็นมาตรวัดของ บริษัท ชั้นนำ 30 แห่งในกว่า 20 ภาคที่แตกต่างกันซึ่งมีการซื้อขายโดยสาธารณะสูงใน ตลาดหลักทรัพย์บอมเบย์ เปิดตัวโดย BSE ในปี 1986 ตั้งอยู่ที่มุมไบ

ดัชนีคำนวณจากมูลค่าตลาดทุนลอยอิสระซึ่งคำนวณโดยการคูณค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของหุ้นบางส่วนที่ถือโดยรัฐบาลและผู้สนับสนุน บริษัท ด้วยราคาถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ปีฐานคือ 2521-2522 และค่าดัชนีคือ 100 มูลค่าตลาดทุนลอยอิสระหมายถึงสัดส่วนของหุ้นที่ออกโดย บริษัท มหาชนซึ่งมีการซื้อขายอย่างแข็งขันในตลาดหุ้น

Sensex คืออะไร

Sensex เป็นดัชนีอ้างอิงที่ใช้ในการติดตามประสิทธิภาพในตลาดอินเดีย มันเป็นดัชนีมาตรฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่ใช้ในตลาดหลักทรัพย์บอมเบย์และมีการใช้กันอย่างแพร่หลายโดยนักลงทุนและผู้ที่สนใจติดตามสภาพเศรษฐกิจในอินเดีย ราคาล่าสุดของ Sensex นั้นหาได้จากแหล่งข้อมูลหลายแห่งเช่นสิ่งพิมพ์ทางการเงินสำนักข่าวและตลาดหลักทรัพย์บอมเบย์ เช่นเดียวกับดัชนีอ้างอิงอื่น ๆ แม้ว่า Sensex มีจำนวนหุ้นค่อนข้างน้อย แต่ก็เป็นดัชนีที่สำคัญและทำหน้าที่เสมือนเป็นเศรษฐกิจของประเทศ

Sensex ก่อตั้งขึ้นในปีพ. ศ. 2529 และเป็นดัชนีหุ้น 30 หุ้นของอินเดียทั้งหมดซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์บอมเบย์ ดัชนีจะถูกคอมไพล์โดยใช้วิธีการโอนเป็นทุนลอยอิสระโดยดูที่จำนวนหุ้นที่มีสำหรับการซื้อขายบนดัชนี เมื่อรวมกันแล้ว 30 หุ้นจะประกอบด้วยประมาณ 20% ของมูลค่าการแลกเปลี่ยนทั้งหมด ดัชนีมีการจัดลำดับใหม่เป็นระยะเพื่อสะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดจนการเติบโตของ บริษัท อินเดีย

รู้จักกันอย่างเป็นทางการว่าดัชนีความอ่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์บอมเบย์ Sensex ถูกนำมาใช้ในหลายวิธีโดยนักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ ผู้คนสามารถติดตามประสิทธิภาพของดัชนีเพื่อให้ทราบว่าตลาดอินเดียมีพฤติกรรมอย่างไรและรับทราบเหตุการณ์พิเศษที่อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของตลาด ความผันผวนของดัชนีมักจะแปลเป็นความผันผวนของการแลกเปลี่ยนในตลาดหลักทรัพย์โดยรวมที่เพิ่มขึ้นและลดลงอย่างมากนอกจากนี้ยังสามารถเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของตลาดที่สำคัญ การติดตามความเคลื่อนไหวเหล่านี้และตอบสนองต่อพวกเขาอย่างรวดเร็วนั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนที่สนใจนำหน้าตลาด

หุ้นที่จดทะเบียนในการแลกเปลี่ยนนี้แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานในตลาด ผู้ที่สนใจในการค้นหาว่ามีหุ้นใดบ้างที่รวมอยู่ใน Sensex สามารถค้นหาดัชนีเพื่อดูว่า บริษัท ใดเป็นตัวแทน การอยู่ในดัชนีหุ้นรายใหญ่มักเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความเป็นอยู่ที่ดีทางเศรษฐกิจของ บริษัท ซึ่งแสดงให้เห็นว่า บริษัท กำลังเติบโตมีหุ้นจำนวนมากเพื่อการค้าและมีประวัติการดำเนินงานที่ดี ด้วยเหตุนี้ความสนใจในการซื้อขายหุ้นในดัชนีมักสูงมากและหุ้นดังกล่าวมักจะมีสภาพคล่องสูง

ประสิทธิภาพของ Sensex สามารถนำมาเปรียบเทียบกับตลาดเอเชียอื่น ๆ เพื่อให้เข้าใจถึงภาพรวมของเศรษฐกิจในเอเชียและยังสามารถเปรียบเทียบกับดัชนีหุ้นอื่น ๆ ทั่วโลกได้ ทั่วโลกตลาดสามารถทำงานได้ค่อนข้างแปรปรวน ความสามารถในการใช้ประโยชน์จากความผันแปรในตลาดโลกเป็นทักษะที่มีค่าสำหรับนักลงทุน

Sensex

ตลาดหลักทรัพย์บอมเบย์เป็นตลาดหลักทรัพย์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในอินเดียและเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2418 Sensex ดัชนีของ BSE เริ่มต้นขึ้นในอีกหลายปีต่อมาในปี 2529 BSE มีรายชื่อหุ้นจำนวนมากที่สุดกว่า 4,000 รายการและ Sensex ดัชนีติดตามหุ้น 30 ตัวที่อยู่ใน BSE หุ้น 30 ตัวที่ประกอบไปด้วยดัชนี Sensex เป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพทางการเงินของหุ้นทั้งหมดที่อยู่ใน BSE Sensex ก็เหมือนกับดัชนีตลาดหุ้นอื่น ๆ ที่บ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวของ บริษัท ที่ซื้อขายใน BSE Sensex เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ดัชนีความอ่อนไหว” ของ BSE บริษัท ที่เป็นตัวแทนของดัชนี Sensex ได้แก่ Tata Motors, Reliance, Wipro, Bajaj Auto, ACC, ITC เป็นต้นหากดัชนี Sensex เพิ่มขึ้นหมายความว่าหุ้นส่วนใหญ่ที่จดทะเบียนใน BSE มีราคาเพิ่มขึ้นและหาก Sensex ปฏิเสธสิ่งที่ตรงกันข้ามคือความจริง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งชาติก่อตั้งขึ้นในปี 2535 และดัชนี Nifty เริ่มมีขึ้นในเวลาต่อมา (หลังจากที่ Sensex ถูกนำมาใช้) Nifty เป็นดัชนีของ NSE และติดตาม 50 หุ้นที่จดทะเบียนใน NSE หุ้น 50 ตัวที่ประกอบขึ้นเป็น NSE เป็นตัวแทนของผลการดำเนินงานทางการเงินของหุ้นทั้งหมดที่อยู่ภายใต้ NSE เนื่องจาก Nifty ประกอบด้วยหุ้น 50 หุ้นดัชนี Nifty จึงกว้างขึ้นและแสดงถึงหุ้นของ 24 ภาคส่วน

อะไรคือความแตกต่างระหว่าง Nifty และ Sensex?

Sensex และ Nifty เป็นดัชนีตลาดหุ้นที่ติดตามความเคลื่อนไหวและประสิทธิภาพทางการเงินของหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของตน ในขณะที่ Sensex เป็นดัชนีของ BSE (Bombay stock exchange) แต่ Nifty เป็นดัชนีที่ใช้ใน NSE (National Stock Exchange of India) Sensex มีมานานกว่า Nifty ดังนั้นจึงใช้กันอย่างแพร่หลายมากกว่าดัชนี Nifty Sensex แสดงถึงหุ้น 30 ตัวเทียบกับ Nifty ที่แสดงถึงหุ้น 50 ตัว Nifty มีพื้นฐานที่กว้างกว่า Sensex และเป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมอินเดียจำนวนมาก

สรุป:

Nifty vs Sensex

•ตลาดหลักทรัพย์บอมเบย์ (BSE) และตลาดหลักทรัพย์แห่งชาติ (NSE) เป็นตลาดหุ้นที่โดดเด่นที่สุดสองแห่งในอินเดียซึ่งมีการซื้อขายหุ้นของประเทศส่วนใหญ่

• BSE มีรายชื่อหุ้นจำนวนมากที่สุดกว่า 4000 รายการและดัชนี Sensex ติดตามหุ้น 30 ตัวที่อยู่ใน BSE

• Nifty เป็นดัชนีของ NSE และติดตาม 50 หุ้นที่จดทะเบียนใน NSE

• Sensex ใช้กันอย่างแพร่หลายมากกว่าดัชนี Nifty

• Nifty มีพื้นฐานที่กว้างกว่า Sensex และเป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมอินเดียจำนวนมาก

หุ้นลอนดอน

ฟุตซี่ปิดบวก 61.07 จุด นลท.เชื่อมั่นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

หุ้นลอนดอน : ฟุตซี่ปิดบวก 61.07 จุด นลท.เชื่อมั่นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกเมื่อคืนนี้ (12 ก.พ.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงเชื่อมั่นเกี่ยวกับแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เนื่องจากมีการฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ในวงกว้าง แม้อังกฤษเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจหดตัวลงมากเป็นประวัติการณ์ถึง 9.9% ในปีที่ผ่านมาก็ตาม

ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 6,589.79 จุด เพิ่มขึ้น 61.07 จุด หรือ +0.94%

บรรดานักลงทุนพากันเข้าซื้อหุ้นจากความหวังว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวเร็วขึ้น เนื่องจากสหรัฐใกล้ที่จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ และหลายประเทศทั่วโลกได้ทำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้กับประชาชนแล้ว

สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) รายงานในวันศุกร์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2563 ของอังกฤษหดตัวลง 9.9% ซึ่งเป็นการหดตัวรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ ONS เริ่มบันทึกข้อมูล เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม GDP ของอังกฤษในไตรมาส 4/2563 ขยายตัว 1% แม้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการที่รัฐบาลกลับไปใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อีกครั้ง

หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์และกลุ่มการเงินปรับตัวขึ้นนำตลาด โดยหุ้นแอสตร้าเซนเนก้า, แกล็คโซ่สมิธไคลน์ และพรูเดนเชียล นำตลาดบวกขึ้น

นอกจากนี้ หุ้นบีพี และหุ้นเชลล์ในกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นด้วย โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น ufabet

FTSE 100 Index : ดัชนีหุ้นอังกฤษ

FTSE 100 หรือที่รู้จักกันในชื่อ Footsie เป็นดัชนีตลาดหุ้นที่คำนวณจากหุ้นของบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 100 อันดับแรกตามมูลค่าตลาดในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (LSE) ดัชนีดังกล่าวอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ FTSE Group โดยจะอัปเดตราคาทุกๆ 15 วินาที ไปตลอดชั่วโมงการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ซึ่งเปิดตั้งแต่ 8.00 น. – 16.30 น. ตามเวลาประเทศอังกฤษ

ดัชนี FTSE 100 จะมีความคล้ายคลึงกับดัชนีในตลาดหุ้นอเมริกา เช่น S&P 500, Dow Jones 30 ซึ่งจะคำนวณราคาของดัชนีจากมูลค่าตลาดของบริษัทที่นำมาเป็นส่วนประกอบในดัชนี

  • เมื่อใดที่ดัชนีเพิ่มสูงขึ้น ย่อมหมายถึง มูลค่าโดยรวมของบริษัทในดัชนีเพิ่มสูงขึ้น แต่ไม่จำเป็นที่ทุกบริษัทในดัชนีจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น
  • เมื่อใดที่ดัชนีลดต่ำลง ย่อมหมายถึง มูลค่าโดยรวมของบริษัทในดัชนีลดถอยลงเช่นกัน แต่ก็ไม่จำเป็นที่ทุกบริษัทในดัชนีจะมีมูลค่าลดลงเช่นกัน

ปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นอังกฤษและ UK FTSE 100 Index

มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาด FTSE100 แต่ปัจจัยหลักที่สำคัญ 2 อย่างได้แก่ เศรษฐกิจและการเมือง

โดยหากอยู่ในช่วงเวลาเศรษฐกิจกำลังเติบโต ตลาดหุ้นมักจะเคลื่อนไหวสอดรับไปในทิศทางที่สูงขึ้น เหตุผลก็คือ สภาพแวดล้อมดังกล่าวจะทำให้มีการจ้างงานที่มากขึ้น เกิดการใช้จ่ายของผู้บริโภคมากขึ้น และบริษัทก็มีกำไรมากยิ่งขึ้น

ถ้าบริษัทเริ่มมีกำไร นักลงทุนก็มักจะซื้อหุ้นในบริษัทเหล่านั้น ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ตลาดหุ้นโดยรวมปรับตัวสูงขึ้น

ดังนั้น นักลงทุนให้ความสำคัญกับข้อมูลทางเศรษฐกิจ เช่น

  • รายงานตัวเลขเงินเฟ้อ
  • ตัวเลขการจ้างงาน
  • นโยบายของธนาคารกลางเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย
  • ยอดค้าปลีกและตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภค
  • การเคลื่อนไหวของสกุลเงิน และปัจจัยอื่นๆ

คุณสามารถดูปฏิทินที่แสดงกำหนดการประกาศเกี่ยวกับข่าวตัวเลขเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับประเทศอังกฤษทั้งหมดได้จากหน้าเว็บไซต์ Admiral Markets ในส่วนของ Forex Calendar โดยสำหรับเทรดเดอร์บางคน มันเป็นเรื่องท้าทายที่จะเข้าเทรดจังหวะที่เกิดความผันผวนสูงในช่วงที่มีการประกาศข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ และนี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมการเข้าถึงผลิตภัณฑ์การเทรดที่ใช่ ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ยกตัวอย่าง Admiral Markets เสนอผลิตภัณฑ์แบบ CFD (Contract for Difference) ซึ่งหมายถึง มันเปิดโอกาสให้เทรดเดอร์สามารถทำกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้นหรือตลาดขาลง

ทำไมต้องเทรด FTSE100 Index กับ Admiral Markets?

ถ้าคุณเทรด FTSE100 กับ Admiral Markets คุณจะสามารถ

  • สามารถใช้ Leverage ได้สูงสุดถึง 1:500 สำหรับลูกค้าที่ในระดับมืออาชีพ และลูกค้ารายย่อยทั่วไป จะสามารถใช้ได้สูงสุด 1:30 ความหมายของ Leverage ก็คือ คุณสามารถเทรดสัญญาขนาดใหญ่ด้วยจำนวนเงินฝากที่น้อย คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยชน์และความเสี่ยงในการใช้ Leverage ได้ในบทความ “Leverage คืออะไรในการเทรด Forex”
  • เทรดกับบริษัทที่ได้รับการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดจากองค์กรกำกับดูแลจากประเทศอังกฤษอย่าง Financial Conduct Authority, ที่ออสเตรเลีย Australian Securities and Investments Commission และจากองค์กร Cyprus Securities and Exchange Commission and the Estonian Financial Supervision Authority.
  • เข้าถึงแพลตฟอร์มการเทรดที่รวดเร็วและได้รับความนิยมสูงสุด MetaTrader ใช้ได้ทั้งในระบบปฏิบัติการ PC, Mac, Android และ iOS
  • ได้รับการปกป้องบัญชีจากนโยบายการป้องกันบัญชีติดลบ ส่งผลในเชิงบวกต่อสุขภาพจิตใจ
  • เทรด FTSE100 แบบ ฟรีค่าคอมมิชชัน!
ดอลลาร์

ดอลลาร์ปรับตัวแคบ 0.16% ซื้อขายซบเซาในช่วงเทศกาลตรุษจีน

ดอลลาร์ปรับตัวแคบ 0.16% ซื้อขายซบเซาในช่วงเทศกาลตรุษจีน

ดอลลาร์ปรับตัวแคบในวันนี้ ท่ามกลางการซื้อขายที่ซบเซา เนื่องจากอยู่ในช่วงเทศกาลตรุษจีน

ณ เวลา 23.35 น.ตามเวลาไทย ดอลลาร์ขยับขึ้น 0.16% สู่ระดับ 104.74 เยน ขณะที่ยูโรปรับตัวขึ้น 0.24% สู่ระดับ 127.0 เยน และดีดตัวขึ้น 0.07% สู่ระดับ 1.212 ดอลลาร์ ส่วนดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน บวก 0.06% สู่ระดับ 90.43

ดอลลาร์ยังคงถูกกดดัน หลังจากที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ย้ำว่า เฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน

ทั้งนี้ นายพาวเวลกล่าวสุนทรพจน์ในงานเสวนาของสมาคมเศรษฐกิจแห่งนิวยอร์กวานนี้ว่า เฟดต้องการเห็นตัวเลขการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อฟื้นตัวอย่างยั่งยืน ก่อนที่จะตัดสินใจปรับลดวงเงินในโครงการซื้อสินทรัพย์มูลค่า 1.20 แสนล้านดอลลาร์ต่อเดือน พร้อมกับย้ำว่า เฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน

นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงจับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากที่พรรคเดโมแครตประสบความสำเร็จในการผลักดันให้สภาคองเกรสให้ความเห็นชอบต่อแนวทางการพิจารณาอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ของประธานาธิบดีโจ ไบเดนแบบ fast track โดยใช้แนวทางการจัดทำงบประมาณที่เรียกว่า budget reconciliation ซึ่งจะปูทางให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสามารถให้การรับรองงบประมาณดังกล่าวด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง แทนที่จะใช้คะแนนเสียง 2 ใน 3 สำหรับการผ่านกฎหมายทั่วไป และทำให้ปธน.ไบเดนสามารถผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว โดยไม่จำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรครีพับลิกัน

ทางด้านนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ คาดการณ์ว่า สภาคองเกรสจะสามารถลงมติให้การอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเยียวยาชาวสหรัฐและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก่อนวันที่ 15 มี.ค. ซึ่งเป็นวันที่มาตรการช่วยเหลือผู้ว่างงานที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จะหมดอายุลง ufabet

ดอลลาร์สหรัฐ (อังกฤษ: United States dollar; ในเอกสารเก่าอาจพบการใช้ เหรียญสหรัฐ) เป็นสกุลเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา และยังใช้เป็นสกุลเงินสำรองในหลายประเทศทั่วโลก รหัสสากลคือ ISO 4217 ใช้ตัวย่อว่า USD และสัญลักษณ์ $ โดย 1 ดอลลาร์สหรัฐมีค่าเท่ากับ 31.19 บาท (อัตราแลก-เปลี่ยน ณ วันที่ 13 ส.ค. 15:00 UTC)

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งที่ใช้หน่วยเงิน ดอลลาร์ เป็นสกุลเงินประจำชาติ และยังมีประเทศอื่นที่มีเงินดอลลาร์เช่นกัน แต่ใช้ชื่อเรียกอื่น เช่น ดอลลาร์สิงคโปร์ ดอลลาร์ฮ่องกง ดอลลาร์ไต้หวัน นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐ ยังเป็นสกุลเงินหลักในหลายประเทศ และในบางประเทศถึงแม้ว่าดอลลาร์สหรัฐไม่ใช่สกุลเงินหลัก แต่ยังมีการยอมรับในการใช้จ่ายสินค้าทั่วไป

ชื่อเล่นที่ชาวอเมริกันเรียก 1 เซนต์ ว่า “เพนนี” (penny), 5 เซนต์ ว่า “นิกเกิล” (nickel), 10 เซนต์ ว่า “ไดม์” (dime), 25 เซนต์ ว่า “ควอเตอร์” (quarter), 1 ดอลลาร์สหรัฐ ว่า “บั๊ก (ภาษาสแลง, ภาษาพูด)” (buck) และเรียก หนึ่งพันดอลลาร์สหรัฐ ว่า แกรนด์ (grand)

รายการของสกุลเงินโลก

สกุลเงินต่างประเทศเป็นผลิตภัณฑ์หลักในแง่ของการเทรดฟอเร็กซ์ มีสกุลเงินทั้งหมด 180 สกุลเงินในโลกซึ่งหมุนเวียนอยู่ใน 197 ประเทศ

สกุลเงินที่นิยมมากที่สุดในการเทรดฟอเร็กซ์คือดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar) มูลค่าการซื้อขายรวมในปี 2015 สร้างรายได้ 88% ของธุรกรรมสกุลเงินทั้งหมด สกุลเงินที่นิยมอันที่ 2 คือยูโร (EUR) จัดเป็น 31% ของการดำเนินการฟอเร็กซ์รวม หลังจากสกุลเงินผู้นำจะตามด้วยสกุลเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ปอนด์ (GBP) ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) ดอลลาร์แคนาดา (CAD) ฟรังก์สวิส (CHF) และ หยวนจีน (CNY) ซึ่งแต่ละสกุลเงินมีมูลค่าการซื้อขายรวมอยู่ที่ 5% ดอลลาร์สหรัฐ เป็นสกุลเงินของประเทศสหรัฐอเมริกาและยังใช้เป็นสกุลเงินสำรองในหลายประเทศทั่วโลก รหัสสากลคือ ISO 4217 ใช้ตัวย่อว่า USD และสัญลักษณ์ $ โดย 1 ดอลลาร์สหรัฐมีค่าเท่ากับ 100 เซนต์ (cents)

หุ้นฮ่องกง

ฮั่งเส็งปิดเช้าบวก 134.85 จุด ตามทิศทางดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์ก

หุ้นฮ่องกง : ฮั่งเส็งปิดเช้าบวก 134.85 จุด ตามทิศทางดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์ก

ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดเช้าปรับตัวขึ้น ตามทิศทางดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ปิดบวกเมื่อคืนนี้ หลังจากนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ย้ำว่า เฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน

ดัชนีฮั่งเส็งปิดภาคเช้าที่ 30,173.57 จุด เพิ่มขึ้น 134.85 จุด หรือ +0.45% ufa

ดัชนีหลักทรัพย์ฮั่งเส็ง หรือ Hang Seng Index (HSI) คืออะไร

ดัชนีหลักทรัพย์ฮั่งเส็ง หรือ Hang Seng Index (HSI) คือดัชนีหลักทรัพย์ที่เป็นตัวแทนของตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 4 ของโลก ดัชนีหลักทรัพย์ฮั่งเส็ง (HSI) ประกอบไปด้วยหุ้น 50 ตัวที่มีขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูงที่สุดในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง และประกอบด้วย 4 กลุ่มธุรกิจหลักได้แก่ การเงิน อสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมและการค้า และสาธารณูปโภค โดยกว่าร้อยละ 50 ของสมาชิกในดัชนีเป็นบริษัทที่มาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน

HSI น่าลงทุนอย่างไร

ฮ่องกงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางการเงินของทวีปเอเชียซึ่งเชื่อมต่อการค้าขายระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศอื่นๆ ด้วยเหตุนี้เองฮ่องกงจึงได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในระดับโลกอยู่เป็นประจำ เช่น สงครามค่าเงิน การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน  รวมถึงเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมืองภายใน เป็นต้น โดยเหตุการณ์เหล่านี้มีผลต่อความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และดัชนีหลักทรัพย์ HSI และความผันผวนนี่เองที่เป็นตัวสร้างโอกาสให้นักลงทุนสามารถทำกำไรจากการขึ้นลงของระดับดัชนี ทั้งนี้ดัชนี HSI มีค่าความผันผวนที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีอื่นๆ ร่วมถึงดัชนี SET50 ด้วย

อีกทั้งดัชนี HSI ยังประกอบไปด้วยประเภทธุรกิจและอุตสาหกรรมที่มีความหลากหลายมากกว่าดัชนี SET50 เช่น ธนาคารระดับโลก HSBC บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ Tencent และบริษัทประกัน AIA เป็นต้น

HSI DW ทางเลือกใหม่ของการลงทุน

ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์อ้างอิงดัชนี HSI (HSI DW) นั้น นักลงทุนสามารถเก็งกำไรจากทิศทางการเคลื่อนไหวของ HSI ผ่าน HSI DW ได้ โดยสามารถส่งคำสั่งซื้อขาย HSI DW ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยใช้บัญชีการซื้อขายเดียวกับบัญชีการซื้อขายหุ้น หรือ DW ได้ และค่าซื้อขาย ร่วมถึงการรับชำระเงินสดส่วนต่างเป็นเงินบาท

นอกจากนั้น HSI DW ยังมีทั้งประเภท Call และ Put เพื่อให้นักลงทุนสามารถลงทุนได้ทั้งขาขึ้นและขาลง ซึ่งการซื้อขาย DW จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนของการลงทุนไม่ว่านักลงทุนจะมีมุมมองในการซื้อขายในระยะสั้น หรือระยะยาวเพราะ DW เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราทด

ราคาของ HSI DW

ราคาของ HSI DW จะเคลื่อนไหวตามราคาของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี HSI (HSI Futures) ที่ซื้อขายใน Hong Kong Futures Exchange (HKFE)  นักลงทุนสามารถดู ตารางราคาของ HSI DW และ ราคา HSI Futures ได้ที่ www.thaidw.com  อย่างไรก็ตาม ตารางราคาของ HSI DW อาจมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างวันเนื่องจากความผันผวนและอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท-ฮ่องกงดอลลาร์

ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง

  1. ทำไมถึงเลือกลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง
    • ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเป็นช่องทางในการระดมเงินทุนจากต่างประเทศเพื่อนำไปลงทุนในประเทศจีน โดยหุ้นของบริษัทในประเทศจีน นั้นจะจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงในรูปแบบ H-Shares โดยได้รับอนุญาตจาก China Securities Regulatory Commission
    • ดัชนี Hang Seng เป็นดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ประเทศฮ่องกงซึ่งเป็นดัชนีสำคัญระดับโลก
    • ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเป็นตลาดหนึ่งในสิบที่ดีที่สุดด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด
    • ประเทศฮ่องกงเป็นแหล่งที่ตั้งของธนาคาร และสถาบันการเงินที่สำคัญมากมาย
  2. หลักทรัพย์ในตลาดประเทศจีนมี 3 ประเภทA shares
    • หลักทรัพย์ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์หลักของประเทศจีน คือ ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ หรือ ตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น โดยซื้อขายด้วยเงินสกุลหยวน ซึ่งนักลงทุนต่างชาติไม่สามารถทำการซื้อขายได้

     

    B shares

    • หลักทรัพย์ที่ทำการซื้อขายด้วยเงินตราต่างประเทศ
    • ใช้ดอลลาร์สหรัฐในการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และใช้ฮ่องกงดอลลาร์ในการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นเซินเจิ้น ซึ่งนักลงทุนต่างชาติสามารถซื้อขายหลักทรัพย์ได้
    • มีสภาพคล่องต่ำ

     

    H shares

    • หลักทรัพย์ของบริษัทประเทศจีนที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง
    • ซื้อขายด้วยฮ่องกงดอลลาร์
    • เป็นหลักทรัพย์ของบริษัทที่ดำเนินงานในจีนแผ่นดินใหญ่
    • มีสัดส่วนจำนวนหุ้นประมาณ 10% ของตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง แต่มีมูลค่าทางตลาดมากกว่า 50%
    • นักลงทุนต่างชาติที่ต้องการลงทุนในบริษัทของประเทศจีน เช่น กองทุนต่างๆ จะลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทนี้

     

  3. การซื้อขายหลักทรัพย์

    นักลงทุนต้องทำการเปิดบัญชีหลักกับ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) (Finansia) จากนั้น นักลงทุนสามารถส่งคำสั่งซื้อขาย ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (Hong Kong Stock Exchange : SEHK) ผ่านทางระบบ GT Live หรือ ผ่านทางเจ้าหน้าที่การตลาดของ บริษัทฯ

หุ้นนิวยอร์ก

ดาวโจนส์ปิดลบ 9.93 จุด นลท.เทขายทำกำไรหลังจากตลาดพุ่งขึ้นติดต่อกันหลายวัน

หุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดลบ 9.93 จุด นลท.เทขายทำกำไรหลังจากตลาดพุ่งขึ้นติดต่อกันหลายวัน

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (9 ก.พ.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากตลาดพุ่งขึ้นติดต่อกันหลายวันก่อนหน้านี้ โดยหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงหนักสุด ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาความคืบหน้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ รวมทั้งผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 31,375.83 จุด ลดลง 9.93 จุด หรือ -0.03% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,911.23 จุด ลดลง 4.36 จุด หรือ -0.11% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,007.70 จุด เพิ่มขึ้น 20.06 จุด หรือ +0.14%

นักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นติดต่อกัน 6 วันทำการก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้นทำนิวไฮ ขานรับความคืบหน้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐ

หุ้น 5 ใน 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปรับตัวลง นำโดยดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลง 1.52% โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิล ร่วงลง 1.17% หุ้นอ็อคซิเดนเชียล ปิโตรเลียม ดิ่งลง 3.14%หุ้นเชฟรอน ลบ 0.6%

หุ้นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ร่วงลงเนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นดังกล่าวและโยกย้ายการลงทุนไปยังธุรกิจประเภทอื่นๆที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน โดยหุ้น Nvidia ร่วงลง 1.22% หุ้นแอปเปิล ปรับตัวลง 0.66% หุ้นอัลฟาเบท ขยับลง 0.44% หุ้นไมครอน เทคโนโลยี ลดลง 0.82%

อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นกลุ่มสื่อสารดีดตัวขึ้น และเป็นปัจจัยหนุนดัชนี Nasdaq ปิดทำนิวไฮ โดยหุ้นทวิตเตอร์ พุ่งขึ้น 2.94% หุ้นเน็ตฟลิกซ์ พุ่งขึ้น 2.03% หุ้นเฟซบุ๊ก ปรับตัวขึ้น 1.08%

หุ้นกลุ่มธุรกิจบล็อกเชนพุ่งขึ้นต่อเนื่อง หลังจากบริษัทเทสลาประกาศซื้อบิตคอยน์เพื่อกระจายการลงทุน โดยหุ้น Long Blockchain ทะยานขึ้น 40.46% หุ้น Riot Blockchain พุ่งขึ้น 21.56% หุ้น Marathon Patent พุ่งขึ้น 17.21% อย่างไรก็ดี หุ้นเทสลาปิดตลาดลดลง 1.62% เนื่องจากคำสั่งขายทำกำไร

นักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยบริษัททวิตเตอร์และซิสโก้จะรายงานผลประกอบการหลังจากตลาดปิดทำการซื้อขาย ขณะที่รายงานระบุว่า ในบรรดาบริษัทในดัชนี S&P 500 ที่ได้เสร็จสิ้นการรายงานผลประกอบการในไตรมาส 4/2563 นั้น มีจำนวน 83.6% ที่รายงานตัวเลขรายได้และกำไรสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

นอกจากนี้ นักลงทุนยังติดตามความคืบหน้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ หลังจากสภาคองเกรสให้ความเห็นชอบต่อแนวทางการพิจารณาอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์แบบ fast track เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยปูทางให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของปธน.ไบเดนสามารถผ่านสภาคองเกรสโดยไม่จำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรครีพับลิกัน

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยล่าสุดเมื่อคืนนี้ สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 6.65 ล้านตำแหน่งในเดือนธ.ค. จาก 6.572 ล้านตำแหน่งในเดือนพ.ย.

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อเดือนม.ค., สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือนธ.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.พ.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ufa

ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (อังกฤษ: New York Stock Exchange) (อักษรย่อ: NYSE) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกในนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา อาคารของตลาดหลักทรัพย์ตั้งอยู่มุมถนนวอลล์สตรีท (Wall Street) จึงมักเรียกกันว่าตลาดหุ้นวอลล์สตรีท อักษรย่อของตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก คือ NYSE

ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กประกาศว่า จะไม่ถอดหุ้น 3 รัฐวิสาหกิจโทรคมนาคมรายใหญ่ของจีนได้แก่ China Mobile, China Unicom และ China Telecom ออกจากกระดานซื้อขายอีกต่อไป

ส่วนเหตุผลบอกสั้นๆ เพียงว่า เป็นการตัดสินใจหลังจากที่ได้ปรึกษากับทีมงานด้านกฎหมายเรียบร้อยแล้ว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กจะถอดหุ้น 3 รัฐวิสาหกิจโทรคมนาคมจีน อันเนื่องมาจากคำสั่งของรัฐบาลสหรัฐ โดยหลังจากนั้น กระทรวงพาณิชย์ของจีน ได้ออกมาบอกว่า การกระทำลักษณะนี้เป็นการละเมิดความมั่นคงของจีนและสร้างความไม่เสมอภาคในทางการตลาด ซึ่งจีนพร้อมที่จะตอบโต้สหรัฐอเมริกาด้วยมาตรการที่จำเป็น

หลังจากที่มีข่าวว่าตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กจะไม่ถอดหุ้น 3 รัฐวิสาหกิจโทรคมนาคมรายใหญ่ ส่งผลให้หุ้นของทั้ง 3 บริษัทกลับมาปรับตัวดีขึ้นอีกครั้ง

  • หุ้นของ China Unicom พุ่งขึ้น 8.5%
  • หุ้นของ China Telecom พุ่งขึ้น 8%
  • หุ้นของ China Mobile พุ่งขึ้น 7%
ค่ากลางเงินหยวน

จีนกำหนดอัตราค่ากลางเงินหยวนอ่อนค่าลงวันนี้ที่ 6.471 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ

จีนกำหนดอัตราค่ากลางเงินหยวนอ่อนค่าลงวันนี้ที่ 6.471 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ

China Foreign Exchange Trading System (CFETS) รายงานว่า อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนในวันนี้อ่อนค่าลง 0.0105 หยวน แตะที่ 6.471 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศของจีนนั้น เงินหยวนได้รับอนุญาตให้ปรับตัวขึ้นหรือลงไม่เกิน 2% จากอัตราค่ากลางของการซื้อขายแต่ละวัน

ทั้งนี้ อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อิงกับราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก ก่อนที่ตลาดอินเตอร์แบงก์จะเปิดทำการซื้อขายในแต่ละวัน ufa

Yuan : คู่มือการเทรดค่าเงินหยวน ‘USDCNH’ สำหรับมือใหม่

ข้อมูลจาก บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทหารไทย ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา การคำนวณตะกร้าสกุลเงิน SDRs ของ IMF ได้มีการนำค่าเงินหยวนมาเป็นส่วนหนึ่งในการคำนวณ ซึ่งตะกร้าสกุลเงิน SDRs ดังกล่าว เป็นสินทรัพย์สำรองหรือทุนสำรองของประเทศนั้นๆ ซึ่ง IMF ได้จัดสรรให้กับประเทศสมาชิกไว้เพื่อประโยชน์สำหรับการค้าระหว่างประเทศ

เดิมที “สกุลเงินหยวน” (Yuan) ไม่ได้ถูกนำมาคำนวณ จึงไม่ได้รับความสนใจจากนานาประเทศ แต่ตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา การคำนวณค่าเงินหวนใน SDRs มีสัดส่วนที่มากกว่าสกุลเงินเยนของญี่ปุ่นด้วยซ้ำ ซึ่งแสดงถึงความสำคัญของเงินหยวน ส่งผลให้การลงทุนในสกุลเงินหยวน USDCNH กำลังได้รับความสนใจจากเทรดเดอร์ทั่วโลก

เงินหยวน คืออะไร?

นอกจากนี้เพื่อส่งเสริมสถานะของจีนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เพิ่มเงินหยวนของจีนลงในรายการสกุลเงินสำรองที่จะใช้บางส่วนสำหรับธุรกรรมของธนาคารกลาง 1 เงินหยวนและหยวนมักใช้แทนกันเป็นสกุลเงินสำหรับ ประเทศจีน แต่เงินหยวนถือเป็นสกุลเงินทางการของจีน เงินหยวนถูกใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมทางการเงินทั่วโลกและโดยปกติจะใช้ในต่างประเทศ นอกประเทศจีนในขณะที่เงินหยวนนั้นใช้บ่อยกว่าในประเทศจีน

สกุลเงินอื่นๆ ที่ถือเป็นสกุลเงินสำรอง ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐยูโรปอนด์อังกฤษและเยนญี่ปุ่น การยกระดับสถานะของเงินหยวนช่วยให้สามารถใช้งานได้บ่อยขึ้นในการค้าทั่วโลกและธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ

  • USDCNY
  • USDCNH

เงินหยวน CNY กับ CNH ต่างกันอย่างไร

CNH หมายถึงหยวนจีนในตลาดนอกชายฝั่งซึ่งอยู่นอกจีนแผ่นดินใหญ่ (ตลาดบนบก) ตลาดทุนของจีนรวมถึงตลาด FX ถูกควบคุมและยังไม่เปิดอย่างเต็มที่ สิ่งนี้นำไปสู่คุณลักษณะที่แตกต่างกันของสกุลเงินจีนในตลาดบนบกและนอกชายฝั่งดังนั้นจึงมีการกำหนดสัญลักษณ์สองตัวเพื่อแยกความแตกต่าง

ในตลาดจีนแผ่นดินใหญ่บนบกจีนหยวนเรียกว่า CNY ในทางกลับกันตลาดนอกชายฝั่งรวมถึงศูนย์หยวนดั้งเดิมเช่นฮ่องกง (เขตปกครองพิเศษของจีน) สิงคโปร์ลอนดอนและศูนย์ที่พัฒนาใหม่เช่นลักเซมเบิร์ก

  • หากระบุไว้แบบในประเทศ “Onshore” ค่าเงินหยวน Renminbi จะมีตัวย่อ “CNY”
  • หากระบุไว้แบบนอกประเทศ “Offshore” ค่าเงินหยวน Renminbi จะมีตัวย่อ “CNH”

ในช่วงฤดูร้อนของปี 2018 IMF รายงานว่าเงินหยวนของจีนเป็นไปตามปัจจัยพื้นฐานเพียงเพื่อที่จะได้เห็นว่าเงินหยวนแตะระดับต่ำสุดในรอบ 13 เดือนเพื่อตอบสนองต่อสงครามภาษีกับสหรัฐฯที่ทวีความรุนแรงขึ้น 8 การลดลงนี้ทำให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง Steven Mnuchin ให้ความเห็นว่ากระทรวงการคลังกำลัง” จะตรวจสอบอย่างรอบคอบว่าพวกเขามีการปรับเปลี่ยนสกุลเงินหรือไม่”

หลายปีที่ผ่านมาเงินหยวนหยวนของจีน (CNY) ไม่เคยใกล้เคียงกับการถูกพิจารณาว่าเป็นสกุลเงินระหว่างประเทศเนื่องจากการควบคุมที่เข้มงวดของรัฐบาลจีน อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ก็เริ่มเปลี่ยนไป จากรายงานของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ในปี 2015 การใช้เงินหยวนเพื่อการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น 21 เท่านับตั้งแต่ปี 2010 และคาดว่าการค้าสินค้าของจีนเกือบครึ่งหนึ่งจะออกใบแจ้งหนี้เป็นเงินหยวนภายในปี 2020

เริ่มเทรดค่าเงินหยวน USDCNH โดย “ไร้ความเสี่ยง” กับบัญชีเงินจำลอง

การเทรดแบบ USDCNH นั้น แม้แต่เทรดเดอร์มืออาชีพเองก็นิยมเข้าไปฝึกฝนในระบบบัญชีเงินจำลอง หรือที่เรียกว่า “Demo Account” อยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นระบบที่จำลองเงินขึ้นมาเพื่อใช้เทรด

  • สามารถเทรดได้เหมือนตลาดจริงทุกประการ
  • สามารถใช้เครื่องมือเทรดและสัมผัสถึงสภาพแวดล้อมแบบบัญชีจริงทุกประการ
  • คำนวณกำไรขาดทุนเหมือนเงินจริงทุกประการ และคำนวณตามราคาตลาดจริงๆ

ความสัมพันธ์ค่าเงินหยวนกับ EUR และ USD

จากรูปแบบพอร์ตโฟลิโอสามประเทศสามสกุลเงินเราได้ศึกษาผลกระทบของความเป็นสากลของเงินหยวนต่อความอ่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนยูโรดอลลาร์ต่อแรงสั่นสะเทือนต่างๆในสองระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่แตกต่างกัน

ได้แสดงให้เห็นว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการตอบโต้ที่เกิดขึ้นถึงอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ในจีนจะมีข้อ จำกัด มากขึ้นเมื่อเงินหยวนเป็นสากลและความเป็นสากลของหยวนยังทำให้อัตราแลกเปลี่ยนยูโรดอลลาร์คงที่ในระบอบการปกครองแบบลอยตัว

ค่าเงินหยวนกับตลาดหุ้น

ข้อมูลจากรอยเตอร์ บ่งบอกได้ว่า ค่าเงินหยวนจะมีทิศทางเดียวกันกับตลาดหุ้นจีน การแข็งค่าของเงินหยวนจะมีสถานะเป็น Risk On คือถ้าเงินหยวนแข็งค่า แปลว่า นักลงทุนพร้อมเสี่ยง

ลดค่าเงินหยวน

การลดค่าเงินไม่ใช่เรื่องใหม่ จากสหภาพยุโรปไปจนถึงประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศได้ลดค่าเงินของตนเป็นระยะ ๆ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจของตน อย่างไรก็ตามการลดค่าเงินของจีนอาจเป็นปัญหาต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากจีนเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลกและมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่องค์กรขนาดใหญ่ดังกล่าวเกิดขึ้นกับภูมิเศรษฐกิจมหภาคมีผลกระทบที่สำคัญ

เมื่อสินค้าจีนมีราคาถูกลงเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกขนาดเล็กถึงขนาดกลางจำนวนมากอาจเห็นรายได้จากการค้าที่ลดลง หากประเทศเหล่านี้ถูกปลดหนี้และต้องพึ่งพาการส่งออกอย่างหนักประเทศของพวกเขาอาจประสบปัญหา ตัวอย่างเช่นเวียดนามบังกลาเทศและอินโดนีเซียพึ่งพาการส่งออกรองเท้าและสิ่งทออย่างมาก ประเทศเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบหากการลดค่าของจีนทำให้สินค้าถูกลงในตลาดโลก

ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าเงินหยวน

ตั้งแต่ปี 2005 มูลค่าของเงินหยวนถูกตรึงไว้ที่ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่จีนดำเนินการเปลี่ยนจากการวางแผนจากส่วนกลางไปสู่เศรษฐกิจการตลาดและเพิ่มการมีส่วนร่วมในการค้าต่างประเทศเงินหยวนจึงถูกลดค่าลงเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมจีน

PMI

ตัวอย่างจากปี 2016 ตัวเลข PMI ลดลงเป็นเดือนที่ 5 ซึ่งบ่งชี้ว่าการผลิตในจีนเย็นลง กิจกรรมการผลิตเป็นสัญญาณสำคัญของประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ เดือนธันวาคมเป็นเดือนที่สิบติดต่อกันที่การผลิตในจีนหดตัวทำให้เกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจของจีนไม่ได้อยู่ในระดับที่มั่นคงขึ้น ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ล่าสุดของการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว เนื่องจากจีนเป็นผู้บริโภคและผู้ผลิตโลหะรายใหญ่ที่สุดในโลก

และเมื่อ “เศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก”ของจีนจึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ความคลั่งไคล้ในการขายในปี 2016 นี้ได้รับแรงหนุนจากการสำรวจเอกชนล่าสุดเกี่ยวกับกิจกรรมในโรงงานรายงานเดือนธันวาคม 2015 โดย Caixin เกี่ยวกับการอ่านดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของจีนซึ่งแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมการผลิตของจีนชะลอตัวลงอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2015 เป็นการอ่าน PMI ที่ 48.2 – มีอะไรต่ำกว่า 50 แสดงถึงการชะลอตัว

บมจ.เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) (FPT)

FPT ลดเป้ารายได้ธุรกิจที่อยู่อาศัยจากพิษโควิดรอบใหม่

FPT ลดเป้ารายได้ธุรกิจที่อยู่อาศัยจากพิษโควิดรอบใหม่-คงแผนเปิด 24 โครงการใหม่

นายแสนผิน สุขี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเซอร์ พร็อพเพอร์ตี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทในเครือ บมจ.เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) (FPT) เปิดเผยว่า บริษัทปรับเป้ารายได้ของธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยูอาศัยในปี 64 ลดลง 10% จากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท หลังเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา

แม้ว่าปัจจุบันภาครัฐจะเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดมาบ้างแล้ว แต่ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะการซื้อที่อยู่อาศัย คือ กำลังซื้อที่ยังคงชะลอตัวต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่องจากปีก่อน หลังรายได้ของคนลดลงทำให้ความมั่นใจลดลงตาม ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะการซื้อของขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินมากอย่างเช่น ที่อยู่อาศัย ส่งผลให้การซื้อบ้านชะลอตัวไปด้วย

ขณะที่ภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังมีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะจากผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ในช่วงต้นปีเริ่มมีการทำโปรโมชั่นดุเดือดเพื่อกระตุ้นการซื้อและแย่งชิงยอดขาย ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำก็เป็นตัวส่งเสริมความต้องการซื้ออย่างต่อเนื่อง แต่หากมองในภาพรวมก็ยังคงไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนว่าตลาดอสังหาริมทรัพยในปี 64 จะฟื้นตัวกลับมาได้ หากเศรษฐกิจยังมีแรงกดดันอยู่มาก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ท้าทายกับผู้ประกอบการในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์

บริษัทเลือกเปิดโครงการใหม่ในทำเลที่ไม่ค่อยมีผู้ประกอบการส่วนใหญ่เข้าไปเปิดโครงการ ทำให้มีจำนวนสินค้าไม่มาก ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคา และเน้นลูกค้าที่มีคุณภาพที่มีกำลังซื้อที่มองเห็นจุดเด่นของโครงการเป็นหลัก บริษัทจึงมีความเสี่ยงในการโอนลดลง เนื่องจากปัจจุบันอัตราการปฏิเสธสินเชื่อยังปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาที่ 50% ณ สิ้นปี 63 จาก 30% ในช่วงต้นปี ufa

เกี่ยวกับเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย

บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) หรือที่รู้จักในชื่อเดิมว่าบริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในปี 2533 และในปี 2545 บริษัทได้เริ่มซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาและบริหารจัดการโรงงานอุตสาหกรรมให้เช่า (Ready-Built Factory) และอาคารคลังสินค้าให้เช่า (Ready-Built Warehouse) ในบริเวณพื้นที่อุตสาหกรรมทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรม เหตุการณ์อุทกภัยใหญ่ในปี 2554 ส่งผลให้เกิดการโยกย้ายฐานการผลิตจากนิคมอุตสาหกรรมในภาคกลางซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมรุนแรงไปยังพื้นที่อื่น ทางบริษัทจึงได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อรักษาอัตราการเช่าและฐานลูกค้า ประกอบกับทางกลุ่มเฟรเซอร์สได้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จึงได้ริเริ่มการนำองค์ความรู้เรื่องการพัฒนาโรงงานและคลังสินค้าตามความต้องการเฉพาะของผู้เช่า (Built-to-Suit) เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขันได้ในระยะยาว

ในปี 2562 ที่ผ่านมา บริษัทได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อและชื่อย่อสัญลักษณ์การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เป็น บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “FPT” และเริ่มต้นดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์อสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติ “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้”โดยบริษัทจะเป็นหนึ่งในบริษัทย่อยของกลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศสิงคโปร์โดยเป็นเจ้าของ ผู้พัฒนา และผู้บริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 5 ประเภท ประกอบด้วย เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์และโรงแรม ที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมในประเทศต่าง ๆ ได้แก่ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ยุโรป จีน และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้ทิศทางเชิงกลยุทธ์ของกลุ่ม ทางบริษัทจึงเข้าทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (“GOLD”) ที่ราคา 8.50 บาทต่อหุ้น โดยช่วงเวลาการทำคำเสนอระหว่างวันที่ 5 มิถุนายน – 8 สิงหาคม 2562 โดยทางบริษัทได้รับคำตอบรับทั้งสิ้น 2,195,898,701 หุ้น หรือร้อยละ 94.50 คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 18,665 ล้านบาท ภายหลังการทำคำเสนอซื้อกิจการ บริษัทจะได้รับประโยชน์จากการควบรวมคือการขยายไปยังแพลทฟอร์ตอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ และอสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงแรมที่มีคุณภาพ รวมถึงการสร้างสมดุลของรายได้พร้อมทั้งกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ เพิ่มผลตอบแทนที่ดีขึ้นให้แก่ผู้ถือหุ้น เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานจากการประหยัดต่อขนาดในอนาคต โดยบริษัทได้ประกาศวิสัยทัศน์ก้าวสู่ความเป็นผู้นำการให้บริการแพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรในระดับภูมิภาค ด้วยความเชี่ยวชาญในการพัฒนากลุ่มสินทรัพย์ที่มีศักยภาพหลากหลาย พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนโดยผสานนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อบูรณาการความสามารถในการแข่งขันทุกมิติ และสร้างสรรค์ความเป็นเลิศด้านการบริการที่เข้าถึงความต้องการของภาคอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ ภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดี เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ทรงคุณค่าน่าจดจำแก่ผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนเป็นสำคัญ พร้อมเดินหน้าผสานความร่วมมือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง ผนึกศักยภาพผ่านเครือข่ายที่แข็งแกร่ง เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ซึ่งจะเป็นมูลค่าเพิ่มจากธุรกิจหลัก พร้อมมุ่งมั่นขับเคลื่อนการเติบโต ผ่านการต่อยอดธุรกิจใหม่โดยผสานนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยภาพรวมการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทประกอบด้วยสายธุรกิจ 3 กลุ่ม ดังต่อไปนี้

  1. “กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม”
  2. “กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย”
  3. “กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชยกรรม”

เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย เป็นบริษัทในเครือกลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งเป็นเป็นบริษัทข้ามชาติที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศสิงคโปร์ (SGX-ST) ซึ่งมีแนวทางการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งการเป็นผู้พัฒนา เจ้าของ และผู้บริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภทแบบครบวงจร โดยมีมูลค่าทรัพย์สินรวมประมาณ 38.1 พันล้านสิงคโปร์ดอลลาร์ (ณ วันที่ 30 กันยายน 2562)