หนัง Interstellar เล่าเรื่องราวของกลุ่มนักสำรวจ

Interstellar ทะยานดาวกู้โลก

Interstellar ทะยานดาวกู้โลก

Interstellar ทะยานดาวกู้โลก ความดีงาม ของ intersteIlar เป็น ส่วนประกอบ ของ เรื่องราว ที่ ผูกโยง สถานะการณ์ ต่างๆ เข้าพบ กันได้อย่างน่าที่ง ผสม กับการแทรก ข้อมูล ทาง ฟิสิกส์ อวกาศ สู่ ผู้ชม แล้วก็ ถ่ายทอด ออกมา เป็น ภาพ โดย อิง ตาม แนวคิด วิทยาศาสตร์

เรื่องย่อ : เมื่อ โลก จะต้อง พบเจอ กับ วิกฤการณ์ ทางอากาศ แล้วก็ มีทิศทาง ที่จะ ล่มสลายเร็วทำให้คู เปอ ร์ อดีตกาล นักบิน

อวกาศ ของ ทุ่งนาซ่ที ฝันตัว มา เป็นเกษตรกร จะต้องกลับมาปฏิบัติหน้าที่ ค้นหา ดาวเคราะห์ วง ใหม่ เพื่อ จ้ดแจง ย้ายถิ่น มนุษย์

โลก ไป ยัง ดาว ดวง ใหม่แต่ว่า อุปสรรคที่มีความสำคัญ เป็น พวกเรา ยัง ไม่มีความรู้และก็เทคโนโลยี พอเพียงที่จะ เดินทางผ่านกา

แล็คซี

ช่องทาง ดูเหมือนจะ ริบหรี่ แต่ว่า แล้ว ศ. จ. จอห์น แบรนด์ ผู้ดูแล สถานี ศึกษาค้นคว้า ลับ ของทุ่งนาซ่า ก็แลเห็น ช่องทาง เมื่อเขา

เจอ ดาวพระเคราะห์ สาม ดวง ที่ บางทีก็อาจจะ ย้ายถิ่นผู้คน ไป ดำรงชีวิต ตรงนั้นได้

 

ซึ่ง ดาว ทั้ง สาม ดวง นี้ โคจร อยู่ ใน อีก แกแล็คซี่ นึง จำเป็นต้อง เดินทาง ผ่าน ทาง รู หนอน ที่เกิดขึ้น ใกลักับ ดาวเสาร์ โดย ข้อสันนิษฐาน ของ ศ.จ. จอห์น แบรนด์ คือ รู หนอน นี้ อาจจะเกิดขึ้น

ได้ก็เพราะ การสร้างของ สั่งมีชีวิต ทง ภูมิปัญญา เพื่อ ต้องการ ช่วย ชาวโลกการเดินทาง ใน คราวนี้ ทำให้ คู เปอ ร์ จะต้องจาก ลูกๆของ เขา ไป นาน ยาวนานหลายปี หรือ

บางทีก็อาจจะ มิได้ กลับมา อีก เลยเป็นการเดินทาง ที่ ไม่รู้ว่า จุดหมายปลายทางคืออะไร ? จะ พบ อะไร ระหว่างทาง ?

เรื่องราวต่อจากนี้ โปรดหาคำตอบด้วยตัวท่านเองจากหนัง Interstellar

หมายเหตุผู้เขียน : สำหรับใครที่ยังไม่เคยดู…ผมขอแนะนำให้ไปหามาดูด่วน เพราะนี่คือหนังคุณภาพที่คุณห้ามพลาด หนังมีความยาว 2 ชั่วโมง 40 นาทีอาจจะนานไปหน่อย แต่รับรองว่าคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปแน่นอน

หนังมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายที่ผู้ชมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับกาลอวกาศ ( Space time ) และด้วยความที่หนังไม่ได้ละเลยหลักการทางวิทยาศาสตร์ แถมทำออกมาได้อย่างชัดเจน ทำให้ interstellar กลายเป็นหนึ่งในหนังไซไฟระดับตำนาน ส่วนหนึ่งเพราะหนังมีที่ปรึกษาเป็น คิป ทอร์น ซึ่งเป็นนักฟิสิกส์ชั้นนำของโลก

ในฐานะผู้ชม…เราสามารถดูหนังเรื่องนี้ได้สนุกโดยไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องฟิสิกส์ แต่ถ้ารู้บ้าง(นิดหน่อย) เราจะดูหนังเรื่องนี้สนุกขึ้นแน่นอน

บทความนี้ขอขยายความคำว่า “รู้บ้างนิดหน่อย”นั้น
โดยดึงเรื่อง “ทฤษฎีรูหนอน”จากในหนังมาอธิบายเพิ่มเติม

รูหนอน (Wormhole)คือ อะไร ?

รูหนอนเปรียบเสมือนทางลัดในการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆในกาลอวกาศ ซึ่งอาจเป็นการเดินทางข้ามอวกาศไปยังกาแล็คซี่อื่นที่อยู่ห่างไกล หรือการเดินทางข้ามมิติเวลา

โดยรูหนอนจะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างจุดเริ่มต้นกับปลายทาง บางครั้งถูกเรียกว่า ” สะพานของไอน์สไตน์-โรเซน ” (Einstein-Rosen Bridge)
ที่เรียกอย่างนี้เพราะแนวคิดในการอธิบายเรื่องรูหนอนอ้างอิงโดยทฤษฎีและสมการของอัลเบิร์ต ไอสไตน์ กับ ลูกศิษย์ของเขาคือ นาธาน โรเซน

หากจะอธิบายรูหนอนให้เห็นภาพ ขอยกตัวอย่างในแบบเดียวกับที่หนังอธิบายเรื่องนี้ นั่นคือการอธิบายด้วยกระดาษแผ่นเดียว(โปรดดูภาพประกอบ)

จากรูป หากต้องการเดินทางจากจุด A ไปจุด B เราต้องใช้เวลานาน เพราะเดินทางตามระยะทางในแนวระนาบ (รูปที่ 1)

หากเปรียบกระดาษแผ่นนี้เป็นกาลอวกาศ ซึ่งก็คือการรวมตัวกันของเวลาและอวกาศ (เราอยู่ในโลก 4 มิติ คือ มิติของความ กว้าง ยาว สูง และเวลา) และเมื่อเกิดการบิดเบี้ยวของกาลอวกาศจนเกิดรูหนอนขึ้น จุด A และ จุด B ก็จะถูกย่นระยะในกาลอวกาศผ่านทางเชื่อมนี้ (รูปที่ 2)

ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการบิดเบี้ยวนี้ก็คือ แรงโน้มถ่วง แรงโน้มถ่วงหรือความโน้มถ่วงนี้มีผลทำให้เกิดการโค้งงอของพลังงานและมวลสาร รวมไปถึงความบิดเบี้ยวของเวลา

ในหนังดาวแต่ละดวงที่ลงไปสำรวจนั้นจะมีการเดินของเวลาในอัตราที่ต่างกัน เช่น ดาวดวงแรกที่พระเอกลงไปสำรวจ เวลาบนดาวดวงนั้นเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่ากับเจ็ดปีบนโลก

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะดาวได้รับอิทธิพลจากแรงโน้มถ่วงมหาศาลรอบหลุมดำ เราจะพบประเด็นเรื่องเวลาและมิติอยู่ในหนังพอสมควร แต่กล่าวถึงมากไม่ได้เพราะจะเป็นการสปอยด์เนื้อหา

แล้วรูหนอนเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

รูหนอนนั้นยังเป็นเรื่องในเชิงทฤษฎีที่ยังมีข้อถกเถียงมากมาย แต่โดยสรุปแล้วรูหนอนก็คือการเชื่อมกันเป็นทางเชื่อมของหลุมดำสองแห่ง

ภาพรูหนอนในแบบ 2 มิติ
หลุมดำนั้นเกิดจากดาวฤกษ์ที่มีมวลมหาศาลได้แตกดับลง และสสารที่เคยประกอบเป็นดาวดวงนั้นถูกบีบอัดจากแรงดึงดูดของตนเองจนเหลือเป็นมวลหนาแน่นที่มีขนาดเล็กมากๆ ซึ่งหลุมดำนั้นมีความโน้มถ่วงในตัวมันสูงมากจนค่าความโค้งของกาลอวกาศบริเวณนั้นมีค่าเป็นอนันต์ เราเรียกจุดนั้นว่า Gravitational-Singularity หรือ ภาวะเอกฐานเชิงความโน้มถ่วง

ภาพหลุมดำจากหนังเรื่อง Interstellar : แสงที่ดูเหมือนวงแหวนนั้นเกิดจากการบิดโค้งของแสงเนื่องมาจากค่าความโน้มถ่วงที่สูงมากรอบๆหลุมดำ
ปัญหาที่เกิดขึ้นในทางทฤษฎีคือ จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีอะไรผ่านเข้าไปในหลุมดำได้
เนื่องจากค่าความโน้มถ่วงที่สูงมากนั้นจะทำการดูดทุกสิ่งเข้าไป แม้กระทั่งแสงยังถูกดูดเข้าไปจนมืดสนิท เราจึงเรียกว่าหลุมดำ แต่เมื่อไปถึงจุดที่ค่าความโน้มถ่วงเป็นอนันต์จุดนั้นเวลาจะไม่มีเวลา (ความโน้มถ่วงเป็นอนันต์ เวลาเป็นศูนย์)

ดังนั้นสิ่งที่ถูกดูดเข้าไปก็จะไปต่อไม่ได้
สิ่งนี้มีข้อขัดแย้งกับหลักฟิสิกส์ที่ว่าสสารจะไม่สูญสลายไปไหน มันเพียงแต่เปลี่ยนสถานะเท่านั้น แล้วตกลงสสารที่เข้าไปในหลุมดำมันหายหรือไม่หาย ?
เป็นความขัดแย้งที่ยังคงถกเถียงกันอยู่

เหตุที่เป็นอย่างนี้เพราะความขัดแย้งในทฤษฎีสัมพัทธภาพที่อธิบายเรื่องของสสารขนาดใหญ่ได้ดีแต่กลับอธิบายสสารขนาดเล็กระดับอะตอมได้ไม่ดีนัก ส่วนฟิสิกส์ควอนตัมที่ใช้อธิบายอนุภาคมูลฐานได้ดี กลับใช้อธิบายสสารขนาดใหญ่ไม่ได้

เรายังไม่ค้นพบทฤษฎีที่สามารถอธิบายสสารขนาดใหญ่และเล็กในระดับควอนตัมให้เชื่อมโยงสอดคล้องกันได้ในทฤษฎีเดียว
เพราะเรื่องหลุมดำนี้มีทั้งสองส่วนอยู่ในตัวมันเอง

ภาพรูหนอนจากหนังเรื่อง Interstellar : เป็นรูหนอนทรงกลมซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับลักษณะของรูหนอนในทางทฤษฎีมากที่สุด
ตราบใดที่เรายังไม่สามารถไขความลับในเรื่องหลุมดำ รวมถึงทฤษฎีที่ครอบคลุมทั้งฟิสิกส์ของสสารขนาดใหญ่และควอนตัมฟิสิกส์ได้อย่างสมบูรณ์ เราคงยังไม่สามารถค้นหาวิธีที่จะสร้างรูหนอนได้…

สำหรับรูหนอนในภาพยนตร์ Interstellarนั้น เชื่อว่าถูกสร้างโดยความช่วยเหลือของสิ่งมีชีวิตทรงภูมิต่างดาว พระเจ้า หรือ มนุษย์ในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งเราไม่อาจทราบได้

เรื่องราวในหนังยังเชื่อมโยงไปสู่มิติที่สูงกว่ามิติที่ 4 ด้วย…แต่เราขอไม่กล่าวถึงในบทความนี้ เพราะภาพในหนังอธิบายได้ดีอยู่แล้วและเพื่อป้องกันการสปอยด์เนื้อหาสำคัญด้วย

หากมีโอกาสจะนำมาเขียนเป็นบทความใหม่ภายหลังแล้วกันครับ (ผู้เขียนมีความสนใจเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก…ชอบอ่านเรื่องแนวนี้ ถ้าอย่างไรคงได้เขียนถึงอยู่บ่อยๆหากมีเรื่องที่น่าสนใจให้นำมาเขียน)

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนดูหนังเรื่องนี้ได้สนุกขึ้น

เว็บดูหนังฟรี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *