หมวดหมู่: ข่าวหุ้น

ฟิทช์ คงอันดับเครดิต ไทยเบฟฯ แต่นำออกจากเครดิตพินิจแนวโน้มบวก

ฟิทช์ คงอันดับเครดิต ไทยเบฟฯ แต่นำออกจากเครดิตพินิจแนวโน้มบวกหลังเลื่อน IPO BeerCo

ฟิทช์'ชี้แบงก์จีน เจอแรงกดดันด้านทำกำไร

บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตสากลระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (International Long-Term Foreign-Currency Issuer Default Rating) ของ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ (ThaiBev) ที่ BBB- อันดับเครดิตภายในประเทศ (National Rating) ระยะยาวที่ AA(tha) และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของหุ้นกู้ไม่มีประกันและไม่ด้อยสิทธิของบริษัทฯ ที่ AA(tha) แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ

อันดับเครดิตดังกล่าวทั้งหมดได้รับการนำออกจากเครดิตพินิจแนวโน้มเป็นบวก

ฟิทช์ได้ประกาศนำอันดับเครดิตของ ThaiBev ออกจากเครดิตพินิจแนวโน้มเป็นบวก ภายหลังจากที่บริษัทฯ ได้ประกาศการตัดสินใจที่จะเลื่อนแผนการนำหุ้นส่วนน้อยของ BeerCo Limited ออกเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป (Spin-off) โดย BeerCo Limited เป็นบริษัทย่อยที่จัดตั้งขึ้นใหม่เพื่อถือครองหุ้นของธุรกิจเบียร์ของ ThaiBev ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม สาเหตุหลักของการเลื่อนการ Spin-off ในครั้งนี้ เนื่องมาจากสภาวะตลาดที่อ่อนไหวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาในประเทศไทยในระลอกที่ 3

ฟิทช์เห็นว่าการขายหุ้นของธุรกิจเบียร์ดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกต่ออันดับเครดิต เนื่องจากสามารถช่วยลดภาระหนี้สินของบริษัทฯ ลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความไม่แน่นอนในเรื่องระยะเวลาการดำเนินการตามแผนดังกล่าว จึงไม่ถือเป็นปัจจัยบวกที่ส่งผลต่ออันดับเครดิต ณ ขณะนี้ ฟิทช์จึงนำอันดับเครดิตออกจากเครดิตพินิจแนวโน้มเป็นบวก

ฟิทช์คาดว่า ThaiBev จะสร้างผลประกอบการและกระแสเงินสดสุทธิ (Free cash flow, FCF) ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องซึ่งน่าจะทำให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงของเงินทุนหมุนเวียน (FFO net leverage) ลดลงมาอยู่ในระดับประมาณ 4.0 เท่าได้ในปีงบการเงินสิ้นสุดเดือนกันยายน 2565 (ปีงบการเงิน 2565) และต่ำกว่า 4.0 เท่าในปีต่อไป แม้จะอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา

ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต

อัตราส่วนหนี้สินที่ลดลงต่อเนื่อง ? ฟิทช์คาดว่า FFO net leverage ของ ThaiBev จะลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปสู่ระดับประมาณ 4.0 เท่าในปีงบการเงิน 2565 จากการเติบโตของกระแสเงินสดจากการดำเนินงานตามปกติ โดย ThaiBev น่าจะยังคงสามารถสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งในปีงบการเงิน 2564 แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาในประเทศไทยจะทวีความรุนแรงขึ้นก็ตาม โดยคาดว่ากำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จะเติบโตขึ้นประมาณร้อยละ 5 และอัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้สุทธิหลังหักภาษีสรรพสามิต (EBITDA margin) เพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับร้อยละ 28-30 จากร้อยละ 25

ในปีงบการเงิน 2562 ฟิทช์คาดว่า ThaiBev จะยังคงรักษา EBITDA ที่ระดับ 4?5 หมื่นล้านบาท (หรือประมาณ 1.3 ? 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) ต่อปีในปีงบการเงิน 2564-2566 ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการลดลงของอัตราส่วนหนี้สิน ยอดขายส่วนใหญ่ของบริษัทฯ มาจากการจำหน่ายในร้านค้าปลีกทั่วไปสำหรับการบริโภคภายในครัวเรือน (off premise) ซึ่งเป็นช่องทางการจำหน่ายที่น่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัดจากมาตรการปิดเมือง (lockdown) และการรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ดังเห็นได้จากผลการดำเนินงานที่ปรากฏในช่วงที่ผ่านมา

ในขณะที่สัดส่วนของยอดขายที่มาจากการจำหน่ายเพื่อการบริโภคในร้านอาหาร หรือสถานบันเทิง (on premise) ของบริษัทฯ อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ทั้งนี้การจำหน่ายในลักษณะ off premise ของ ThaiBev ได้รับการสนับสนุนจากความแข็งแกร่งของเครือข่ายการจัดจำหน่ายสินค้าที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ของบริษัทฯ เนื่องจากตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยมีลักษณะกระจัดกระจาย โดยกลุ่มร้านค้าปลีกรายย่อยแบบดั้งเดิมยังคงเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีสัดส่วนการจำหน่ายสูงที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท

ผู้ผลิตเครื่องดื่มชั้นนำในภูมิภาค

สถานะทางธุรกิจของ ThaiBev ได้รับการสนับสนุนจากการเป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่มในภูมิภาค รวมถึงสถานะผู้นำทางการตลาดของสุราในประเทศไทย ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณการจำหน่ายสุรา และร้อยละ 35-40 ของปริมาณการจำหน่ายเบียร์ในประเทศไทยและเวียดนาม การขยายธุรกิจเข้าไปในประเทศเวียดนามและเมียนมาร์ช่วยให้ ThaiBev มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และช่วยให้มีการกระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์ที่ดีขึ้น โดยสัดส่วน EBITDA จากประเทศไทยลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 80 ของ EBITDA รวม จากเดิมที่สูงกว่าร้อยละ 90 ในปีงบการเงิน 2560

ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยใน Sabeco

ในการพิจารณาอันดับเครดิตของ ThaiBev ฟิทช์มองว่า ThaiBev และ Saigon Beer-Alcohol-Beverage Corporation (Sabeco) บริษัทย่อยในประเทศเวียดนาม มีความเกี่ยวโยงในด้านการดำเนินงานและกลยุทธ์ทางธุรกิจอยู่ในระดับสูง แม้ว่าบริษัทฯ จะถือหุ้นใน Sabeco ในสัดส่วนเพียงร้อยละ 53.6 ฟิทช์จึงพิจารณากระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงของเงินทุนหมุนเวียน (FFO) รวมของทั้งสองบริษัท แต่หักเงินปันผลที่จ่ายให้กับผู้ถือหุ้นส่วนน้อยออกในการคำนวณ นอกจากนี้ ฟิทช์ยังถือว่าเงินสดในมือของ Sabeco ในสัดส่วนตามการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย (จำนวนประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปีงบการเงิน 2563) เป็นเงินสดที่มีภาระผูกพันซึ่งไม่สามารถนำมาเป็นรายการหักในการคำนวณหนี้สินสุทธิได้

การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป

อันดับเครดิตของ ThaiBev สะท้อนถึงสถานะความเป็นผู้นำทางการตลาดของสุราและเบียร์ในประเทศไทย เวียดนาม และเมียนมาร์ ซึ่งช่วยชดเชยการที่บริษัทฯ มีอัตราส่วนหนี้สินที่สูงกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่นๆ ทั่วโลกที่มีอันดับเครดิตสูงกว่า สถานะทางธุรกิจของ ThaiBev ใกล้เคียงกับ Molson Coors Brewing Company (Molson Coors, อันดับเครดิต BBB- แนวโน้มเครดิตเป็นลบ) แม้ว่า Molson Coors จะมีขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่า แต่ก็มีความกระจุกตัวในตลาดอเมริกาเหนือ ในขณะที่ ThaiBev มีตำแหน่งผู้นำทางการตลาดภายในประเทศที่แข็งแกร่งกว่าคู่แข่งรายอื่นเป็นอย่างมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นจาก EBITDA margin ที่สูงกว่าของ Molson Coors มาก โดยทั้งสองบริษัทมีกระแสเงินสดสุทธิที่แข็งแกร่งซึ่งสนับสนุนการคาดการณ์ของฟิทช์ว่าอัตราส่วนหนี้สินของทั้งสองบริษัทจะลดลงในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า

โดยอัตราส่วนหนี้สินที่สูงของทั้งสองบริษัทเกิดจากการเข้าซื้อกิจการโดยใช้แหล่งเงินทุนจากการก่อหนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทที่ฟิทช์จัดอันดับเครดิตภายในประเทศ สถานะทางเครดิตของ ThaiBev อยู่ในระดับต่ำกว่า บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS, อันดับเครดิต AA+(tha) แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ) เนื่องจาก ThaiBev มีอัตราส่วนหนี้สินที่สูงกว่า โดยทั้งสองบริษัทมีสถานะทางธุรกิจใกล้เคียงกันในฐานะผู้นำทางการตลาดในธุรกิจของตน

ThaiBev มีความเสี่ยงทางธุรกิจในระดับที่ต่ำกว่ามาก เมื่อเปรียบเทียบกับบมจ. โทเทิ่ล แอ็คแซส คอมมูนิเคชั่น (DTAC, อันดับเครดิต AA(tha) แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ ; สถานะทางเครดิตโดยลำพัง aa-(tha)) และบมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC, อันดับเครดิต AA+(tha) แนวโน้มเครดิตเป็นลบ; สถานะทางเครดิตโดยลำพัง aa-(tha))

โดย ThaiBev มีฐานะความเป็นผู้นำตลาดและมีความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดสุทธิที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วน FCF ต่อรายได้สุทธิ (หลังหักภาษีสรรพสามิต) อยู่ที่ระดับร้อยละ 8 รวมถึงการเผชิญกับการแข่งขันทางธุรกิจที่ต่ำกว่า ในขณะที่ DTAC ต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจโทรคมนาคมของประเทศไทย และ PTTGC มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่มีความผันผวนตามวัฏจักรของธุรกิจมากกว่า ThaiBev ซึ่งเป็นผลจากความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และอัตรากำไรในธุรกิจการกลั่นน้ำมัน ทั้ง DTAC และ PTTGC มี FCF เป็นลบเป็นส่วนใหญ่ตลอดช่วงวัฏจักรของธุรกิจ ซึ่งเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายลงทุนที่สูงในธุรกิจโทรคมนาคม และความผันผวนของความต้องการเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจปิโตรเคมี ดังนั้น ThaiBev จึงได้รับการจัดอันดับเครดิตที่สูงกว่าสถานะทางเครดิตโดยลำพังของทั้งสองบริษัทหนึ่งอันดับ

สมมุติฐานที่สำคัญของฟิทช์ที่ใช้ในการประมาณการ

  • รายได้สุทธิ (หลังหักภาษีสรรพสามิต) จากธุรกิจในประเทศไทยเติบโตในอัตราร้อยละ 3-5 ต่อปี ในปีงบการเงิน 2564-2566 โดยฟื้นตัวจากรายได้สุทธิที่ลดลงร้อยละ 3 ในปีงบการเงิน 2563 อันเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา
  • รายได้สุทธิ (หลังหักภาษีสรรพสามิต) รวมจาก Grand Royal Group (GRG) บริษัทย่อยในประเทศเมียนมาร์ และ Sabeco เติบโตในอัตราร้อยละ 8-10 ต่อปี ในปีงบการเงิน 2564-2566 โดยฟื้นตัวจากรายได้สุทธิที่ลดลงร้อยละ 22 ในปีงบการเงิน 2563 อันเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาและกฎหมายควบคุมการดื่มแอลกอฮอล์สำหรับผู้ขับขี่ในประเทศเวียดนาม
  • EBITDA margin (โดยเป็นสัดส่วนต่อรายได้สุทธิหลังหักภาษีสรรพสามิต) ทรงตัวอยู่ในระดับร้อยละ 30-33 สำหรับธุรกิจในประเทศไทย และร้อยละ 20-23 สำหรับ GRG และ Sabeco
  • ค่าใช้จ่ายลงทุนประมาณ 5 พันล้านบาทต่อปี ในปีงบการเงิน 2564-2566 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 2 ของรายได้
  • อัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิ (Dividend Payout) ประมาณร้อยละ 50-60 ในปีงบการเงิน 2564-2566

ปัจจัยที่อาจมีผลกับอันดับเครดิตในอนาคต

ปัจจัยบวก:

  • FFO net leverage อยู่ในระดับต่ำกว่า 3.5 เท่า อย่างต่อเนื่อง โดยที่ความเสี่ยงทางธุรกิจยังคงไม่เปลี่ยนแปลงและการสร้างกระแสเงินสดสุทธิ ไม่อ่อนแอลง

ปัจจัยลบ:

  • FFO net leverage ยังคงอยู่ในระดับประมาณ 4.0 เท่า อย่างต่อเนื่อง
  • มีหลักฐานหรือเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงตำแหน่งทางการตลาด หรือประสิทธิภาพในการดำเนินงาน หรืออำนาจในการต่อรองราคา ที่อ่อนแอลง ส่งผลให้มีอัตราการเติบโตของรายได้และอัตรากำไรที่อ่อนแออย่างต่อเนื่อง

สภาพคล่องอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้: ThaiBev มีหนี้ที่ครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้านับจากสิ้นปี 2563 จำนวน 5.3 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วยเงินกู้ยืมระยะสั้นสำหรับใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนประมาณ 6 พันล้านบาท เงินกู้ยืมธนาคาร 2 พันล้านบาท และหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท โดยหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนนี้ส่วนใหญ่มีวงเงินกู้ยืมระยะเวลา 2 ปีจากสถาบันการเงินจำนวน 4.0 หมื่นล้านบาทรองรับ

นอกจากนี้ สภาพคล่องของบริษัทฯ ยังได้รับการสนับสนุนจากเงินสดในมือจำนวน 2.6 หมื่นล้านบาท (ซึ่งไม่รวมเงินสดที่มีภาระผูกพันตามคำจำกัดความของฟิทช์) และวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนจากสถาบันการเงินประเภทไม่สามารถยกเลิกได้ (committed revolving facilities ) ที่ยังไม่ได้เบิกถอนประมาณ 5.0 พันล้านบาท สถานะทางเครดิตและการสร้างกระแสเงินสดสุทธิที่แข็งแกร่งของ ThaiBev เป็นปัจจัยที่ทำให้บริษัทฯ สามารถเข้าถึงตลาดทุนและเงินกู้ยืม ซึ่งสนับสนุนสภาพคล่องของบริษัทฯ ufabet

ดัชนี SET ภาคเช้าพุ่ง 10 จุด เก็งงบบจ.แกร่ง-คาดตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดผ่านจุดสูงสุด

ดัชนี SET ภาคเช้าพุ่ง 10 จุด เก็งงบบจ.แกร่ง-คาดตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดผ่านจุดสูงสุด

ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าบวกกว่า 10 จุด ดีกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่เคลื่อนไหวบวกลบ จากคาดผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะออกมาดี ขณะที่คาดว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว

เมื่อเวลา 10.36 น.ดัชนี SET มาอยู่ที่ 1,570.51 จุด เพิ่มขึ้น 11.28 จุด (+0.72%)

ล่าสุด เมื่อเวลา 10.51 น.ดัชนี SET อยู่ที่ 1,572.66 จุด เพิ่มขึ้น 13.43 จุด (+0.86%)

นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ปรับตัวขึ้นกว่า 10 จุด ดีกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่เคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบ โดยตลาดฯอาจไม่ได้ให้น้ำหนักกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศมากแล้ว แม้ว่าจะยังต้องติดตามจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันต่อไป ซึ่งถ้าไม่เพิ่มขึ้นก็เชื่อว่าการแพร่ระบาดน่าจะค่อย ๆ ลดลง และตลาดอาจมองว่าได้ผ่านจุดพีคไปแล้ว

ทั้งนี้ เช้านี้ตลาดปรับตัวขึ้นหลัก ๆ น่าจะเป็นการเข้ามาเล่นเก็งกำไรตามผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะออกมาแข็งแกร่ง นอกจากนี้ตลาดฯ อาจมีลุ้น Fund Flow ไหลเข้าตลาดในกลุ่ม TIP ด้วยหลังจากไหลออกไปมากแล้วก็อาจมีกลับเข้ามาบ้าง พร้อมให้ติดตามผลประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด), การประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ชุดใหญ่ และการทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนต่อไป

พร้อมให้แนวรับ 1,560-1,555 จุด ส่วนแนวต้าน 1,575 จุด บาคาร่า ufabet

 

UWC สร้างสถานีโทรคมนาคมให้เช่าในฟิลิปปินส์ รับรู้รายได้ค่าเช่ายาว 25 ปี

UWC สร้างสถานีโทรคมนาคมให้เช่าในฟิลิปปินส์ รับรู้รายได้ค่าเช่ายาว 25 ปี

เอื้อวิทยาพลิกมีกำไรขั้นต้นเพิ่ม 149% ปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่  เดินหน้าสร้างกำไรปี 63

นายธีรชัย ลีนะบรรจง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอื้อวิทยา (UWC) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ขยายฐานธุรกิจไปในต่างประเทศ โดยเป็นธุรกิจให้เช่าเสาโทรคมนาคม (Tower Co) ในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ สามารถรับรู้รายได้จากค่าเช่าที่มีสัญญาเช่าระยะยาว 25 ปีกับบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ โดยจะมีลูกค้าหลักเป็นผู้ให้บริการมือถือที่ถือหุ้นใหญ่โดย CHINA TELECOM ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจมือถือยักษ์ใหญ่จากจีน ที่ได้รับสัมปทานคลื่นความถี่ 700-3,500 MHz ระยะเวลา 25 ปีจากรัฐบาลฟิลิปปินส์ ให้เป็นผู้ให้บริการมือถือรายที่ 3 และได้มีการลงทุนกว่า 17,000 ล้านบาท ในปี 64 ทำให้ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีการลงทุนด้านโทรคมนาคมติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก

โดย UWC ได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลฟิลิปปินส์ โดยหน่วยงานกำกับดูแลด้านสื่อสารและโทรคมนาคม (Department of ICT) ให้เป็นบริษัทที่สามารถดำเนินธุรกิจก่อสร้างสถานีเสาส่งสัญญาณและให้เช่าเสาโทรคมนาคมได้

ทั้งนี้บริษัทฯ ได้จัดตั้งบริษัทย่อย SkyTowers Infra Inc. ในประเทศฟิลิปปินส์เรียบร้อยแล้ว และได้มีความร่วมมือกับบริษัท Mariwasa Siam Ceramics ซึ่งเป็นบริษัทในเครือปูนซิเมนต์ไทย (SCG) ในการใช้บริการร่วมด้านโลจิสติกส์ คลังสินค้า และการขนส่ง โมเดลธุรกิจดังกล่าว บริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ (Mobile Network Operator) จะกำหนดโลเคชั่นที่ต้องการติดตั้งอุปกรณ์ส่งสัญญาณ และทำสัญญาเช่ากับบริษัทก่อนที่บริษัทจะสร้างสถานีส่งสัญญาณที่มีเสาโทรคมนาคม โดยบริษัทฯ จะเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่เป็นสถานีส่งสัญญาณที่มีสัญญาเช่าระยะยาว 25 ปี จึงไม่มีความเสี่ยงด้านการหารายได้ เพราะทุกสถานีที่ก่อสร้างจะมีสัญญาเช่าก่อนแล้วเท่านั้น ทำให้บริษัทฯ จะมีรายได้จากค่าเช่าที่แน่นอนในทุกสถานีที่ลงทุนก่อสร้าง นอกจากนี้บริษัทฯ จะได้รับค่าเช่าล่วงหน้า 1 ปีทันทีที่ก่อสร้างสถานีเสาโทรคมนาคมแล้วเสร็จ

สำหรับแผนงานโครงการดังกล่าว จะมีการสร้างสถานีโทรคมนาคม 140 สถานี ในปี 64 และ 240 สถานีต่อปี ในปี 65 และ ปี 66 หากบริษัทฯ มีสถานีโทรคมนาคมให้เช่าครบ 620 สถานีตามแผนใน 3 ปีนี้ บริษัทฯ จะสามารถสร้างรายได้จากค่าเช่ากว่า 550 ล้านบาทต่อปี และจะมีอัตรากำไรสุทธิประมาณ 42% หากคิดจากสัญญาเช่า 25 ปี โดยมีผลตอบแทนโครงการ (Project IRR) 18% และผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (Equity IRR) 28% ซึ่งการคิดผลตอบแทนดังกล่าว คำนวนจากการให้เช่ากับลูกค้าเพียง 1 รายเท่านั้น แต่ในรูปแบบธุรกิจและใบอนุญาตของรัฐบาลฟิลิปปินส์ได้เปิดโอกาสและสนับสนุนให้บริษัทนำเสาโทรคมนาคมซึ่งเป็น Common Tower ไปให้บริษัทผู้ให้บริการมือถือเช่าได้มากกว่า 1 ราย

ประเทศฟิลิปปินส์มีประชากรกว่า 110 ล้านคน มีผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ 3 ราย มีความต้องการสถานีโทรคมนาคมอย่างน้อย 50,000 สถานี แต่ปัจจุบันมีเสาโทรคมนาคมเพียง 20,000 สถานี รัฐบาลจึงได้ออกกฎหมายสนับสนุนให้มีการลงทุนด้านโทรคมนาคมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมที่จะให้การบริการอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือให้มีความรวดเร็วและครอบคลุมให้ได้ดียิ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในแต่ละปีหลังจากนี้

บริษัทฯ ได้เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งเป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับความชำนาญกว่า 54 ปีของบริษัทในด้านเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงเละเสาโทรคมนาคม และเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะสร้างรายได้และกำไรให้เติบโตได้มากยิ่งขึ้นนอกเหนือจากการผลิตเสาส่งเพื่องานโครงการในประเทศเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ธุรกิจเสาโทรคมนาคมให้เช่ายังเป็นธุรกิจที่จะเสริมสร้างให้บริษัทมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง จากรายได้และกำไรที่มีต่อเนื่องและสม่ำเสมอในระยะ 25 ปีจากนี้ แทงบอลออนไลน์

AIRA เดินหน้าแผนนำ 2 บริษัทลูกเข้าตลาดหุ้นปี 65-ขยายอสังหาฯผ่าน REIT

AIRA เดินหน้าแผนนำ 2 บริษัทลูกเข้าตลาดหุ้นปี 65-ขยายอสังหาฯผ่าน REIT

AIRA ขายหุ้น 20% "ไอร่าลีสซิ่ง" ให้ "NECAP" ยักษ์การเงินญี่ปุ่น

นางนลินี งามเศรษฐมาศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไอร่า แคปปิตอล (AIRA) เปิดเผยถึงแผนการทำธุรกิจและการลงทุนว่า ที่ผ่านมาทั้งกลุ่มบริษัทมีการขยายและเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าปี 2563 จะเป็นปีแห่งความยากลำบากเนื่องจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สะท้อนจากผลประกอบการปี 2563 บริษัทสามารถจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้ และด้วยศักยภาพการทำธุรกิจของบริษัทลูกและบริษัทร่วมทุนที่รักษาระดับการเติบโตของรายได้และการขยายตัวเป็นไปตามเป้าหมายเป็นตัวแปรหลักผลักดันผลเชิงบวกต่อเนื่องมาจนถึงผลการดำเนินงานในปี 2564

อย่างไรก็ตาม จากแผนยุทธศาสตร์การสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทในเครือตลอดหลายปีที่ผ่านมา บริษัทมองเห็นโอกาสการเติบโตอย่างมั่นคงของบริษัทในเครือ 2 แห่ง โดยเบื้องต้นมีแผนที่จะนำบริษัททั้ง 2 แห่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยภายในปี 2565 ได้แก่ บมจ. ไอร่า แอนด์ ไอฟุล บริษัทร่วมลงทุนกับบริษัท AIFUL Corporation ผู้ให้บริการทางการเงินชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ประกอบธุรกิจสินเชื่อบุคคล บริการบัตรกดเงินสด “A money” และ บมจ. ไอร่า ลีสซิ่ง ประกอบธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งล่าสุด NEC CAPITAL SOLUTIONS LIMITED บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เข้ามาถือหุ้นในสัดส่วน 20%

“แม้ตอนนี้ยังมีการระบาดของโควิด แต่ ไอร่าแอนด์ ไอฟุล สามารถปล่อยสินเชื่อมีรายได้เข้ามา บวกกับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เริ่มมีกำไรตั้งแต่ต้นปี ซึ่งตามแผนที่ฝ่ายบริหารของไอร่า แอนด์ ไอฟุล เสนอสิ้นปีนี้บริษัทจะมีกำไร ปีหน้าก็พร้อมที่จะเข้าตลาดหุ้นได้ เช่นเดียวกับ ไอร่า ลิสซิ่ง มีการขยายสินเชื่อลีสซิ่งสนับสนุน SME มาโดยตลอด” นางนลินี กล่าว

ส่วนแผนขยายการลงทุนทางด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผ่านบริษัท ไอร่า พร็อพเพอร์ตี้ บริษัทร่วมทุนกับ Kenedix Asia Pte,Ltd. ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบริหารกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น และEugene Investment & Securities Co., Ltd กลุ่มธุรกิจชั้นนำจากประเทศเกาหลีใต้ อยู่ระหว่างการโอนโครงการสำนักงานให้เช่า Spring Tower มูลค่า 2,500 ล้านบาท เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ประเภทอาคารสำนักงานให้เช่า ขณะเดียวกันกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการคลังสินค้า เพื่อนำทรัพย์สินเข้ากอง REIT ประเภทคลังสินค้าด้วย ซึ่งจะส่งผลบวกต่อผลการดำเนินงานของบริษัทแบบก้าวกระโดดอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต

นอกจากนี้ บริษัทหลักทรัพย์ไอร่าอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบไอที รองรับการทำธุรกิจและบริการรูปแบบใหม่ๆที่จะทำในอนาคต โดยเฉพาะการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น คริปโทเคอร์เรนซี่ บิทคอยย์ และยังมีการปรับเปลี่ยนแพลตฟอร์มซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Global Trading) เพื่อเพิ่มศักยภาพและอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่ต้องการแสวงหาผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ ซึ่งการพัฒนานี้จะเป็นส่วนช่วยผลักดันศักยภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ และยังมีแผนต่อยอดการทำธุรกิจกับพันธมิตรต่างประเทศ ในธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง Wealth Management และที่ปรึกษาการลงทุน ผ่านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไอร่า บริษัทในเครือน้องใหม่ล่าสุด โดยมีลูกค้าที่มีความมั่งคั่งระดับบน High Net Worth เป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

“เราจะร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศที่เรามีอยู่ทั่วโลกมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง FUCHS & Associés Finance (Suisse) S.A. หรือ ฟุคส์ ผู้นำธุรกิจบริหารความมั่งคั่งทรัพย์สินครอบครัวชั้นนำจากกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จะเป็นการสร้างความแข็งแกร่งช่วยหนุนการเติบโตในระยะยาว ส่งผลให้ AIRA Group เป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจการเงินของประเทศไทย และพร้อมยกระดับการให้บริการทางการเงินแบบ One stop service ครบวงจรในทุกมิติ เพื่อผลักดันสู่เป้าหมายผู้นำธุรกิจ Non-Bank ชั้นนำ” นางนลินี กล่าว บาคาร่า

ดัชนี SET ต้นภาคเช้าร่วงกว่า 10 จุด กังวลสถานการณ์โควิดไทย-ตปท.

ดัชนี SET ต้นภาคเช้าร่วงกว่า 10 จุด กังวลสถานการณ์โควิดไทย-ตปท.

ตลาดหุ้นไทยช่วงต้นภาคเช้าปรับตัวลงกว่า 10 จุด จากแรงกดดันความวิตกกังวลสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ทั้งในประเทศ และต่างประเทศที่ยังคงมีความรุนแรง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ  เมื่อเวลา 10.24 น. ดัชนี SET อยู่ที่ 1,558.21 จุด ลดลง 10.00 จุด (-0.64%) สมัครบาคาร่า

ดอลลาร์อ่อนค่าร่วงลง 1% หลังแบงก์ชาติแคนาดาส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยปีหน้า

ดอลลาร์อ่อนค่าร่วงลง 1% หลังแบงก์ชาติแคนาดาส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยปีหน้า

ดอลลาร์

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวลงในวันนี้ หลังจากที่ธนาคารกลางแคนาดาส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า และได้ปรับลดวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)
ณ เวลา 00.28 น.ตามเวลาไทย ดอลลาร์ขยับขึ้น 0.02% สู่ระดับ 108.10 เยน ขณะที่ยูโรอ่อนค่า 0.01% สู่ระดับ 130.03 เยน และปรับตัวลง 0.04% สู่ระดับ 1.203 ดอลลาร์ ส่วนดัชนีดอลลาร์ลบ 0.11% สู่ระดับ 91.14
นอกจากนี้ ดอลลาร์ร่วงลง 1% เมื่อเทียบดอลลาร์แคนาดา
ธนาคารกลางแคนาดาประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.25% ในวันนี้ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี 2565
นอกจากนี้ ธนาคารกลางยังได้ปรับลดวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) สู่ระดับ 3 พันล้านดอลลาร์แคนาดา จากเดิมที่ระดับ 4 พันล้านดอลลาร์แคนาดา และระบุว่า ธนาคารกลางเชื่อว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจน้อยกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ ธนาคารกลางได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับ 1.75% สู่ระดับ 0.25% นับตั้งแต่เดือนมี.ค.2563 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากที่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ทำให้รัฐบาลใช้มาตรการล็อกดาวน์ จนทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันพรุ่งนี้ โดยมีการคาดการณ์ว่า ECB อาจเปลี่ยนแปลงวงเงินในการซื้อพันธบัตร ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
ขณะเดียวกัน ตลาดจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 27-28 เม.ย. หลังเฟดเปิดเผยรายงานการประชุมประจำวันที่ 16-17 มี.ค. โดยระบุว่า เฟดจะยังคงใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไปจนกว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวอย่างยั่งยืน ทางเข้า ufabet
หุ้นไทย

ปิดบวก 3.04 จุด แกว่งแคบคล้ายภูมิภาค,ถอนตัวจากหุ้น OR หมุนเข้าหุ้นงบฯดี

หุ้นไทย : ปิดบวก 3.04 จุด แกว่งแคบคล้ายภูมิภาค,ถอนตัวจากหุ้น OR หมุนเข้าหุ้นงบฯดี

ตลาดหลักทรัพย์ฯปิดช่วงเช้าวันนี้ที่ระดับ 1,520.07 จุด ลดลง 3.04 จุด (-0.20%) มูลค่าการซื้อขายราว 48,896 ล้านบาท

การซื้อขายหุ้นช่วงเช้าวันนี้ ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบ โดยดัชนีทำระดับสูงสุด 1,528.58 จุด และระดับต่ำสุด 1,517.04 จุด

นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด บล.ธนชาต กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่งแคบ โดยดัชนีเคลื่อนไหวทั้งแดนบวก-ลบคล้ายกับตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียที่แกว่งทั้งแดนบวก-ลบ โดยตลาดบ้านเราเป็นลักษณะของการหมุนตัวเล่น หลังจากหุ้น OR ลดความร้อนแรงเมื่อสะท้อนข่าวดีที่ได้เข้า SET50 แล้วและจะเข้า MSCI ตอนนี้เม็ดเงินเริ่มหมุนออกเปลี่ยนไปดูหุ้นที่มีผลประกอบการออกมาดี อย่างหุ้น STA แต่จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกเริ่มลดลง จึงยังไม่แน่ใจว่าผลประกอบการจะผ่านจุดพีคไปแล้วหรือไม่ ทำให้ราคาบวกขึ้นไปไม่มาก อีกทั้งหันมาเล่นหุ้น KBANK ด้วย

อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามการทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งในสัปดาห์นี้ และความเห็นของผู้บริหารถึงแนวโน้มผลประกอบการในปีนี้ที่จะมีผลให้ปรับประมาณการของนักวิเคราะห์ฯ ยังมองเป็นเชิงบวก นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนโควิด-19 ในหลายประเทศเวลานี้ จะเห็นผลชัดเจนในช่วงครึ่งหลังปี 64 โดยเฉพาะในสหรัฐฯและยุโรปที่มีการฉีดวัคซีนโควิดค่อนข้างครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่แล้ว ดังนั้นหากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ดีขึ้นก็จะส่งผลบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยว และหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ก็ยังมีความน่าสนใจลงทุน

แนวโน้มการลงทุนในช่วงบ่ายนี้ นายพิชัย กล่าวว่า ตลาดฯคงจะแกว่งออกด้านข้าง โดยมีแนวรับ 1,515-1,520 จุด ส่วนแนวต้าน 1,530 จุด

ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่

EA มูลค่าการซื้อขาย 5,335.29 ล้านบาท ปิดที่ 67.50 บาท ลดลง 1.50 บาท

OR มูลค่าการซื้อขาย 4,368.90 ล้านบาท ปิดที่ 31.50 บาท ลดลง 1.25 บาท

STGT มูลค่าการซื้อขาย 1,609.56 ล้านบาท ปิดที่ 40.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท

KBANK มูลค่าการซื้อขาย 1,379.93 ล้านบาท ปิดที่ 145.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท

GPSC มูลค่าการซื้อขาย 1,302.15 ล้านบาท ปิดที่ 79.75 บาท ลดลง 1.25 บาท ufabet

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) (KGI) จะ เสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) จำนวน 3 หลักทรัพย์ อ้างอิง บมจ. ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) และบมจ.คาราบาวก รุ๊ป (CBG) โดยจะทำการซื้อวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564

นายถนอมศักดิ์ สหรัตน์ชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บล.กรุงไทย ซีมิโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดว่าจะแกว่ง Sideway ถึง Sideway up ในช่วงที่ปัจจัยต่างๆ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) ของสหรัฐระยะยาวได้ปรับตัวขึ้น ทำให้กังวลอัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้นด้วย ส่งผลให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในแดนลบ ขณะที่ตลาดสหรัฐมีหุ้นในกลุ่มแบงก์ขึ้นนำ ซึ่งน่าจะส่งโมเมนตัมเชืงบวกต่อหุ้นกลุ่มแบงก์ในตลาดบ้านเราด้วย นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มพลังงานก็ยังได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น

อย่างไรก็ดี คืนนี้ให้ติดตามคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) จะเปิดเผยรายงานการประชุม ต่องจับตาว่ามีมุมมองต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยอย่างไร ส่วนบ้านเรายังต้องติดตามการทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนต่อไป และการอภิปรายไม่ไว้วางใจวันที่สอง รวมถึงยอดค้าปลีกของสหรัฐที่จะออกมาในคืนนี้ ตลาดคาดว่าจะออกมาดีขึ้น โดยแนะให้เลือกลงทุนหุ้นที่มีงบฯออกมาดี

ประเด็นพิจารณาการลงทุน

  • ตลาดหุ้นนิวยอร์กล่าสุด (16 ก.พ.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 31,522.75 จุด เพิ่มขึ้น 64.35 จุด (+0.20%), ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,932.59 จุด ลดลง 2.24 จุด (-0.06%) และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,047.50 จุด ลดลง 47.97 จุด (-0.34%)
  • ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดวันนี้ ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ลดลง 100.93 จุด และดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกง ลดลง 110.29 จุด ส่วนตลาดหุ้นจีนยังคงปิดทำการเนื่องในเทศกาลตรุษจีนระหว่างวันที่ 11-17 ก.พ.
  • ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (16 ก.พ.)1,523.11 จุด เพิ่มขึ้น 0.39 จุด (+0.03%)
  • นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 2,224.80 ล้านบาท เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 64
  • ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน มี.ค. ในตลาดไนเม็กซ์ปิดทำการล่าสุด (16 ก.พ.) ปิดที่ 60.05 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 58 เซนต์ หรือ 1%
  • ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (16 ก.พ.) อยู่ที่ 2.11 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • เงินบาทเปิด 29.95/99 แนวโน้มอ่อนค่าหลังดอลล์แข็ง ให้กรอบวันนี้ 29.90-30.05
  • นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าภายใต้กรอบความร่วมมือที่สำคัญให้มากยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนภาคการส่งออกของประเทศ ซึ่งเป็นรายได้หลักให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงต่อจากนี้ หลังจากเห็นทิศทางการส่งออกค่อย ๆ ฟื้นตัวจากเศรษฐกิจโลก และการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ดังนั้นหากหันมาส่งเสริมเรื่องนี้ได้ดี จะช่วยรักษาโมเมนตัมในการเติบโตของเศรษฐกิจได้ดีขึ้น
บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR)

ทันเกมหุ้น OR เฉลยปมไล่ราคาหุ้นร้อน MSCI จ่อเพิ่มน้ำหนัก 4 พันลบ.

ทันเกมหุ้น OR เฉลยปมไล่ราคาหุ้นร้อน MSCI จ่อเพิ่มน้ำหนัก 4 พันลบ.แต่ส่อแววพลาดคำนวณ FSTE

เป็นกระแส Talk Of The Town สำหรับความร้อนแรงของหุ้น บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) บริษัทในเครือ บมจ.ปตท. (PTT) แม้เพิ่งเข้าซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 11 ก.พ.64 ด้วยราคาจองซื้อ IPO ที่ 18 บาท แต่ภายหลังจากเริ่มเปิดซื้อขายของสัปดาห์นี้ (15 ก.พ.64) พบว่าถูกไล่ราคาทันทีด้วยแรงซื้อขายหนาแน่น ส่งผลให้ราคาขึ้นทำจุดสูงสุดที่ 36.50 บาท ส่งผลให้ผู้ลงทุนที่จองซื้อหุ้น OR ในราคา IPO ที่ 18 บาทได้รับผลตอบแทนมากกว่า 100% ทันทีในระยะเวลาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพียง 2 วันทำการเท่านั้น

การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น OR ในช่วงเวลาสั้นๆ เรียกว่าหักปากกาเซียน เพราะเมื่อย้อนไปพิจารณาแง่ปัจจัยเชิงพื้นฐานหุ้น OR นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินกรอบราคาพื้นฐานอยู่ที่ 21-25 บาท/หุ้น คิดเป็นราคาพื้นฐานเฉลี่ยอยู่แถวๆ 22.70 บาท/หุ้นเท่านั้น หนึ่งในปัจจัยบวกระยะสั้น คือ การเพิ่มน้ำหนักของผู้ลงทุนสถาบันหรือกองทุนจากกรณีหุ้น OR เข้าคำนวณใน Index Fund หลักๆ เช่น SET50-SET100 ,FTSE100 และ MSCI Index ทำให้คาดหวังเม็ดเงินก้อนใหม่จากนักลงทุนสถาบันไหลเข้ามาเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกันปัจจัยบวกการเข้าคำนวณใน Index Fund จะเป็นตัวแปรประคับประคองราคาหุ้น OR ทรงตัวยืนอยู่ในระดับสูงเกินราคาพื้นฐานที่นักวิเคราะห์ประมาณการได้ยาวนานแค่ไหน ??

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุนกลยุทธ์การลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยว่า เหตุผลหลักผลักดันราคาหุ้น OR ให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงภายหลังจากเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯคือการที่หุ้น OR เข้าคำนวณใน Index Fund หลัก สนับสนุนบรรยากาศเก็งกำไรในหุ้น OR ผสมผสานกับการปรับพอร์ตเพิ่มน้ำหนักของผู้ลงทุนสถาบัน

แม้ว่าวันแรกจะตอบรับกับปัจจัยบวกเข้าคำนวณในดัชนี SET50-SET100 คาดจะเริ่มเข้าคำนวณด้วยเกณฑ์เร่งด่วน (Fast track) ในวันพุธที่ 17 ก.พ.นี้ ประเมินว่าจะมีเม็ดเงินใหม่จากกองทุนประเภท Passive fund ไหลเข้ามาในหุ้น OR ประมาณ 1,500 ล้านบาท แต่เมื่อวันเสาร์ที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมามีการรายงานข้อมูลเพิ่มเติมจาก MSCI Index ประกาศนำหุ้น OR เข้าคำนวณดัชนีด้วยเกณฑ์ Fast track เช่นกันทำให้นักลงทุนสถาบันบางส่วนต้องปรับ Position เข้ามาลงทุนในหุ้น OR อีกครั้ง

ทั้งนี้ หุ้น OR เตรียมเข้าคำนวณใน MSCI Index ในวันที่ 25 ก.พ.นี้ แม้ว่าในรายงานจะระบุว่าเป็นวันที่ 26 ก.พ. แต่เนื่องจากเป็นวันหยุดทำการจึงถูกเลื่อนมาเป็นวันที่ 25 ก.พ. เบื้องต้นคาดว่าจะมีเม็ดเงินใหม่จากการเข้าคำนวณใน MSCI Index เป็นมูลค่าที่ค่อนข้างสูงกว่า 129.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 4 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากสะท้อนราคาหุ้น OR วันนี้นับว่าตอบรับกับความคาดหวังเข้าคำนวณในMSCI Index ไปมากพอสมควรแล้ว ดังนั้นผู้ลงทุนที่เข้าไปเก็งกำไรระยะสั้นในหุ้น OR ไม่แนะนำให้ไล่ราคาและต้องใช้ความระมัดระวังสูงด้วย

สำหรับปัจจัยบวกระยะถัดไปของหุ้น OR นั่นคือการเก็งเข้าคำนวณใน FSTE Index แต่จากมุมมองส่วนตัวมีความเป็นไปได้เช่นกันว่าหุ้น OR อาจจะพลาดเข้าคำนวณใน FSTE Index เนื่องจากสัดส่วนวงเงินที่เข้าคำนวณในMSCI Index รอบนี้เป็นวงเงินที่ค่อนข้างสูง ทำให้สัดส่วนการถือครองหุ้นต่างชาติผ่าน FSTE Index จะเหลือสัดส่วนที่ไม่มากแล้ว ทำให้คงต้องมาติดตามต่อว่า FSTE Index รอบนี้จะนำหุ้น OR เข้าคำนวณหรือไม่

“หุ้น OR เข้าเกณฑ์ Fast track ใน Index Fund หลักๆ ทำให้เกมนี้เป็นเกมเร็ว สังเกตุได้ว่าวันแรกนักลงทุนสถาบันยังมีของไม่เพียงพอทำให้ต้องมีการเก็บหุ้นเพิ่ม ขณะที่หุ้น OR มีปริมาณหุ้นที่หมุนเวียนบนกระดานซื้อขาย (Free float) ไม่เยอะเพียง 24.5% ทำให้เมื่อมีแรงซื้อและขายจำนวนมากๆ จะทำให้การเคลื่อนไหวของราคาเหวี่ยงผันผวน ซึ่งผู้ลงทุนที่ลงทุนในหุ้นที่อิงกับ Index Fund ต้องเข้าใจหลักตรงนี้ โดยเฉพาะหุ้นที่เข้าคำนวณในMSCI Index ปกติก่อนเข้าคำนวณราคาหุ้นตัวนั้นจะมีแรงเก็งกำไรหนาแน่นหนุนราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นโดดเด่นเกือบทุกครั้ง

ส่วนความคาดหวังเม็ดเงินก้อนใหม่ต่อไป คือการเข้าคำนวณในดัชนี FSTE Index ซึ่งล่าสุดยังไม่มีการประกาศว่าจะนำ OR เข้าไปคำนวณในดัชนีฯหรือไม่ แต่หาก FSTE Index นำหุ้น OR เข้าไปคำนวณ พร้อมกับมีเม็ดเงินที่ใหญ่มากพอเกินกว่าความคาดหมายเหมือนกับMSCI Index ส่วนตัวก็เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยบวกผลักราคาหุ้น OR กลับมาปรับตัวขึ้นไปได้อีกระลอกเช่นกัน”นายกรภัทร กล่าว ufa

หุ้นอินเดีย

ดัชนี Sensex เปิดบวกเพิ่มขึ้น 363.45 จุด ตามตลาดเอเชีย

หุ้นอินเดีย : ดัชนี Sensex เปิดบวกเพิ่มขึ้น 363.45 จุด ตามตลาดเอเชีย

ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดบวกกว่า 300 จุดในวันนี้ ในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่เปิดบวกในช่วงเช้าวันนี้ โดยหุ้นกลุ่มธนาคารพุ่งนำตลาด

ดัชนี Sensex เปิดที่ 51,907.75 จุด เพิ่มขึ้น 363.45 จุด หรือ +0.71%

หุ้น IndusInd Bank เพิ่มขึ้น 2.80%, หุ้น Bharti Airtel เพิ่มขึ้น 2.56% และหุ้น Axis Bank เพิ่มขึ้น 2.23% ufabet

นิยามของ Sensex

ดัชนีที่ละเอียดอ่อนเรียกว่า Sensex เป็นมาตรวัดของ บริษัท ชั้นนำ 30 แห่งในกว่า 20 ภาคที่แตกต่างกันซึ่งมีการซื้อขายโดยสาธารณะสูงใน ตลาดหลักทรัพย์บอมเบย์ เปิดตัวโดย BSE ในปี 1986 ตั้งอยู่ที่มุมไบ

ดัชนีคำนวณจากมูลค่าตลาดทุนลอยอิสระซึ่งคำนวณโดยการคูณค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของหุ้นบางส่วนที่ถือโดยรัฐบาลและผู้สนับสนุน บริษัท ด้วยราคาถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ปีฐานคือ 2521-2522 และค่าดัชนีคือ 100 มูลค่าตลาดทุนลอยอิสระหมายถึงสัดส่วนของหุ้นที่ออกโดย บริษัท มหาชนซึ่งมีการซื้อขายอย่างแข็งขันในตลาดหุ้น

Sensex คืออะไร

Sensex เป็นดัชนีอ้างอิงที่ใช้ในการติดตามประสิทธิภาพในตลาดอินเดีย มันเป็นดัชนีมาตรฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่ใช้ในตลาดหลักทรัพย์บอมเบย์และมีการใช้กันอย่างแพร่หลายโดยนักลงทุนและผู้ที่สนใจติดตามสภาพเศรษฐกิจในอินเดีย ราคาล่าสุดของ Sensex นั้นหาได้จากแหล่งข้อมูลหลายแห่งเช่นสิ่งพิมพ์ทางการเงินสำนักข่าวและตลาดหลักทรัพย์บอมเบย์ เช่นเดียวกับดัชนีอ้างอิงอื่น ๆ แม้ว่า Sensex มีจำนวนหุ้นค่อนข้างน้อย แต่ก็เป็นดัชนีที่สำคัญและทำหน้าที่เสมือนเป็นเศรษฐกิจของประเทศ

Sensex ก่อตั้งขึ้นในปีพ. ศ. 2529 และเป็นดัชนีหุ้น 30 หุ้นของอินเดียทั้งหมดซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์บอมเบย์ ดัชนีจะถูกคอมไพล์โดยใช้วิธีการโอนเป็นทุนลอยอิสระโดยดูที่จำนวนหุ้นที่มีสำหรับการซื้อขายบนดัชนี เมื่อรวมกันแล้ว 30 หุ้นจะประกอบด้วยประมาณ 20% ของมูลค่าการแลกเปลี่ยนทั้งหมด ดัชนีมีการจัดลำดับใหม่เป็นระยะเพื่อสะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดจนการเติบโตของ บริษัท อินเดีย

รู้จักกันอย่างเป็นทางการว่าดัชนีความอ่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์บอมเบย์ Sensex ถูกนำมาใช้ในหลายวิธีโดยนักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ ผู้คนสามารถติดตามประสิทธิภาพของดัชนีเพื่อให้ทราบว่าตลาดอินเดียมีพฤติกรรมอย่างไรและรับทราบเหตุการณ์พิเศษที่อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของตลาด ความผันผวนของดัชนีมักจะแปลเป็นความผันผวนของการแลกเปลี่ยนในตลาดหลักทรัพย์โดยรวมที่เพิ่มขึ้นและลดลงอย่างมากนอกจากนี้ยังสามารถเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของตลาดที่สำคัญ การติดตามความเคลื่อนไหวเหล่านี้และตอบสนองต่อพวกเขาอย่างรวดเร็วนั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนที่สนใจนำหน้าตลาด

หุ้นที่จดทะเบียนในการแลกเปลี่ยนนี้แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานในตลาด ผู้ที่สนใจในการค้นหาว่ามีหุ้นใดบ้างที่รวมอยู่ใน Sensex สามารถค้นหาดัชนีเพื่อดูว่า บริษัท ใดเป็นตัวแทน การอยู่ในดัชนีหุ้นรายใหญ่มักเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความเป็นอยู่ที่ดีทางเศรษฐกิจของ บริษัท ซึ่งแสดงให้เห็นว่า บริษัท กำลังเติบโตมีหุ้นจำนวนมากเพื่อการค้าและมีประวัติการดำเนินงานที่ดี ด้วยเหตุนี้ความสนใจในการซื้อขายหุ้นในดัชนีมักสูงมากและหุ้นดังกล่าวมักจะมีสภาพคล่องสูง

ประสิทธิภาพของ Sensex สามารถนำมาเปรียบเทียบกับตลาดเอเชียอื่น ๆ เพื่อให้เข้าใจถึงภาพรวมของเศรษฐกิจในเอเชียและยังสามารถเปรียบเทียบกับดัชนีหุ้นอื่น ๆ ทั่วโลกได้ ทั่วโลกตลาดสามารถทำงานได้ค่อนข้างแปรปรวน ความสามารถในการใช้ประโยชน์จากความผันแปรในตลาดโลกเป็นทักษะที่มีค่าสำหรับนักลงทุน

Sensex

ตลาดหลักทรัพย์บอมเบย์เป็นตลาดหลักทรัพย์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในอินเดียและเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2418 Sensex ดัชนีของ BSE เริ่มต้นขึ้นในอีกหลายปีต่อมาในปี 2529 BSE มีรายชื่อหุ้นจำนวนมากที่สุดกว่า 4,000 รายการและ Sensex ดัชนีติดตามหุ้น 30 ตัวที่อยู่ใน BSE หุ้น 30 ตัวที่ประกอบไปด้วยดัชนี Sensex เป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพทางการเงินของหุ้นทั้งหมดที่อยู่ใน BSE Sensex ก็เหมือนกับดัชนีตลาดหุ้นอื่น ๆ ที่บ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวของ บริษัท ที่ซื้อขายใน BSE Sensex เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ดัชนีความอ่อนไหว” ของ BSE บริษัท ที่เป็นตัวแทนของดัชนี Sensex ได้แก่ Tata Motors, Reliance, Wipro, Bajaj Auto, ACC, ITC เป็นต้นหากดัชนี Sensex เพิ่มขึ้นหมายความว่าหุ้นส่วนใหญ่ที่จดทะเบียนใน BSE มีราคาเพิ่มขึ้นและหาก Sensex ปฏิเสธสิ่งที่ตรงกันข้ามคือความจริง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งชาติก่อตั้งขึ้นในปี 2535 และดัชนี Nifty เริ่มมีขึ้นในเวลาต่อมา (หลังจากที่ Sensex ถูกนำมาใช้) Nifty เป็นดัชนีของ NSE และติดตาม 50 หุ้นที่จดทะเบียนใน NSE หุ้น 50 ตัวที่ประกอบขึ้นเป็น NSE เป็นตัวแทนของผลการดำเนินงานทางการเงินของหุ้นทั้งหมดที่อยู่ภายใต้ NSE เนื่องจาก Nifty ประกอบด้วยหุ้น 50 หุ้นดัชนี Nifty จึงกว้างขึ้นและแสดงถึงหุ้นของ 24 ภาคส่วน

อะไรคือความแตกต่างระหว่าง Nifty และ Sensex?

Sensex และ Nifty เป็นดัชนีตลาดหุ้นที่ติดตามความเคลื่อนไหวและประสิทธิภาพทางการเงินของหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของตน ในขณะที่ Sensex เป็นดัชนีของ BSE (Bombay stock exchange) แต่ Nifty เป็นดัชนีที่ใช้ใน NSE (National Stock Exchange of India) Sensex มีมานานกว่า Nifty ดังนั้นจึงใช้กันอย่างแพร่หลายมากกว่าดัชนี Nifty Sensex แสดงถึงหุ้น 30 ตัวเทียบกับ Nifty ที่แสดงถึงหุ้น 50 ตัว Nifty มีพื้นฐานที่กว้างกว่า Sensex และเป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมอินเดียจำนวนมาก

สรุป:

Nifty vs Sensex

•ตลาดหลักทรัพย์บอมเบย์ (BSE) และตลาดหลักทรัพย์แห่งชาติ (NSE) เป็นตลาดหุ้นที่โดดเด่นที่สุดสองแห่งในอินเดียซึ่งมีการซื้อขายหุ้นของประเทศส่วนใหญ่

• BSE มีรายชื่อหุ้นจำนวนมากที่สุดกว่า 4000 รายการและดัชนี Sensex ติดตามหุ้น 30 ตัวที่อยู่ใน BSE

• Nifty เป็นดัชนีของ NSE และติดตาม 50 หุ้นที่จดทะเบียนใน NSE

• Sensex ใช้กันอย่างแพร่หลายมากกว่าดัชนี Nifty

• Nifty มีพื้นฐานที่กว้างกว่า Sensex และเป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมอินเดียจำนวนมาก

หุ้นลอนดอน

ฟุตซี่ปิดบวก 61.07 จุด นลท.เชื่อมั่นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

หุ้นลอนดอน : ฟุตซี่ปิดบวก 61.07 จุด นลท.เชื่อมั่นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกเมื่อคืนนี้ (12 ก.พ.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงเชื่อมั่นเกี่ยวกับแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เนื่องจากมีการฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ในวงกว้าง แม้อังกฤษเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจหดตัวลงมากเป็นประวัติการณ์ถึง 9.9% ในปีที่ผ่านมาก็ตาม

ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 6,589.79 จุด เพิ่มขึ้น 61.07 จุด หรือ +0.94%

บรรดานักลงทุนพากันเข้าซื้อหุ้นจากความหวังว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวเร็วขึ้น เนื่องจากสหรัฐใกล้ที่จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ และหลายประเทศทั่วโลกได้ทำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้กับประชาชนแล้ว

สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) รายงานในวันศุกร์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2563 ของอังกฤษหดตัวลง 9.9% ซึ่งเป็นการหดตัวรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ ONS เริ่มบันทึกข้อมูล เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม GDP ของอังกฤษในไตรมาส 4/2563 ขยายตัว 1% แม้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการที่รัฐบาลกลับไปใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อีกครั้ง

หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์และกลุ่มการเงินปรับตัวขึ้นนำตลาด โดยหุ้นแอสตร้าเซนเนก้า, แกล็คโซ่สมิธไคลน์ และพรูเดนเชียล นำตลาดบวกขึ้น

นอกจากนี้ หุ้นบีพี และหุ้นเชลล์ในกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นด้วย โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น ufabet

FTSE 100 Index : ดัชนีหุ้นอังกฤษ

FTSE 100 หรือที่รู้จักกันในชื่อ Footsie เป็นดัชนีตลาดหุ้นที่คำนวณจากหุ้นของบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 100 อันดับแรกตามมูลค่าตลาดในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (LSE) ดัชนีดังกล่าวอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ FTSE Group โดยจะอัปเดตราคาทุกๆ 15 วินาที ไปตลอดชั่วโมงการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ซึ่งเปิดตั้งแต่ 8.00 น. – 16.30 น. ตามเวลาประเทศอังกฤษ

ดัชนี FTSE 100 จะมีความคล้ายคลึงกับดัชนีในตลาดหุ้นอเมริกา เช่น S&P 500, Dow Jones 30 ซึ่งจะคำนวณราคาของดัชนีจากมูลค่าตลาดของบริษัทที่นำมาเป็นส่วนประกอบในดัชนี

  • เมื่อใดที่ดัชนีเพิ่มสูงขึ้น ย่อมหมายถึง มูลค่าโดยรวมของบริษัทในดัชนีเพิ่มสูงขึ้น แต่ไม่จำเป็นที่ทุกบริษัทในดัชนีจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น
  • เมื่อใดที่ดัชนีลดต่ำลง ย่อมหมายถึง มูลค่าโดยรวมของบริษัทในดัชนีลดถอยลงเช่นกัน แต่ก็ไม่จำเป็นที่ทุกบริษัทในดัชนีจะมีมูลค่าลดลงเช่นกัน

ปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นอังกฤษและ UK FTSE 100 Index

มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาด FTSE100 แต่ปัจจัยหลักที่สำคัญ 2 อย่างได้แก่ เศรษฐกิจและการเมือง

โดยหากอยู่ในช่วงเวลาเศรษฐกิจกำลังเติบโต ตลาดหุ้นมักจะเคลื่อนไหวสอดรับไปในทิศทางที่สูงขึ้น เหตุผลก็คือ สภาพแวดล้อมดังกล่าวจะทำให้มีการจ้างงานที่มากขึ้น เกิดการใช้จ่ายของผู้บริโภคมากขึ้น และบริษัทก็มีกำไรมากยิ่งขึ้น

ถ้าบริษัทเริ่มมีกำไร นักลงทุนก็มักจะซื้อหุ้นในบริษัทเหล่านั้น ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ตลาดหุ้นโดยรวมปรับตัวสูงขึ้น

ดังนั้น นักลงทุนให้ความสำคัญกับข้อมูลทางเศรษฐกิจ เช่น

  • รายงานตัวเลขเงินเฟ้อ
  • ตัวเลขการจ้างงาน
  • นโยบายของธนาคารกลางเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย
  • ยอดค้าปลีกและตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภค
  • การเคลื่อนไหวของสกุลเงิน และปัจจัยอื่นๆ

คุณสามารถดูปฏิทินที่แสดงกำหนดการประกาศเกี่ยวกับข่าวตัวเลขเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับประเทศอังกฤษทั้งหมดได้จากหน้าเว็บไซต์ Admiral Markets ในส่วนของ Forex Calendar โดยสำหรับเทรดเดอร์บางคน มันเป็นเรื่องท้าทายที่จะเข้าเทรดจังหวะที่เกิดความผันผวนสูงในช่วงที่มีการประกาศข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ และนี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมการเข้าถึงผลิตภัณฑ์การเทรดที่ใช่ ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ยกตัวอย่าง Admiral Markets เสนอผลิตภัณฑ์แบบ CFD (Contract for Difference) ซึ่งหมายถึง มันเปิดโอกาสให้เทรดเดอร์สามารถทำกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้นหรือตลาดขาลง

ทำไมต้องเทรด FTSE100 Index กับ Admiral Markets?

ถ้าคุณเทรด FTSE100 กับ Admiral Markets คุณจะสามารถ

  • สามารถใช้ Leverage ได้สูงสุดถึง 1:500 สำหรับลูกค้าที่ในระดับมืออาชีพ และลูกค้ารายย่อยทั่วไป จะสามารถใช้ได้สูงสุด 1:30 ความหมายของ Leverage ก็คือ คุณสามารถเทรดสัญญาขนาดใหญ่ด้วยจำนวนเงินฝากที่น้อย คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยชน์และความเสี่ยงในการใช้ Leverage ได้ในบทความ “Leverage คืออะไรในการเทรด Forex”
  • เทรดกับบริษัทที่ได้รับการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดจากองค์กรกำกับดูแลจากประเทศอังกฤษอย่าง Financial Conduct Authority, ที่ออสเตรเลีย Australian Securities and Investments Commission และจากองค์กร Cyprus Securities and Exchange Commission and the Estonian Financial Supervision Authority.
  • เข้าถึงแพลตฟอร์มการเทรดที่รวดเร็วและได้รับความนิยมสูงสุด MetaTrader ใช้ได้ทั้งในระบบปฏิบัติการ PC, Mac, Android และ iOS
  • ได้รับการปกป้องบัญชีจากนโยบายการป้องกันบัญชีติดลบ ส่งผลในเชิงบวกต่อสุขภาพจิตใจ
  • เทรด FTSE100 แบบ ฟรีค่าคอมมิชชัน!